สังคมสมัยนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่เราดูข่าวผ่านหน้าจอหรือเช็คเฟซบุ๊ก มักจะเจอข่าวสารที่เพื่อนแชร์กันมาแต่ละข่าว น้อยครั้งที่เป็นข่าวน่ายินดี อาทิ ยิงกันตายด้วยเรื่องผิดใจกันนิดเดียว, พี่เลี้ยงทำร้ายเด็กจนตายหรือเป็นเจ้าชายนิทราก็มี, ข่าวเด็กหาย, ฉกชิงวิ่งราว, ขบวนการต้มตุ๋นหลอกหญิงสาวไปขายตัวต่างประเทศ, ทำร้ายหลอกลวงนักท่องเที่ยว, ฆ่าแมวแลกบิตคอยน์ หรือแม้กระทั่งพ่อแท้ๆ ข่มขืนลูกในไส้นานนับหลายปี บางรายมีแม่รู้เห็นเป็นใจไปอีก เห็นแล้วช่างสลดหดหู่ใจเสียจริง เพราะสังคมหรือจิตใจคนที่ต่ำลง!? หรือนี่เป็นอีกสัญญาณหนึ่งของวันกิยามะห์ที่ใกล้เข้ามาทุกที…

รายงานวิจัยฉบับนีได้รับเกียรติจาก “อาจารย์อับดุลลาตีฟ ตำราเรียง” โต๊ะครูและวิทยากรบรรยายศาสนา ซึ่งจบการศึกษาจากคณะชารีอะห์และดิรอซาตอิสลามียะห์ มหาวิทยาลัยคูเวต ประเทศคูเวต ได้ชี้แจงถึงการข่มขืนในหลักการอิสลามถือเป็นความผิดอย่างไร? และอิสลามมีบทลงโทษอย่างไรกับคนที่ทำสิ่งชั่วช้าเช่นนี้ เรามาติดตามกันค่ะ

อ.อับดุลลาตีฟ กล่าวว่า “การข่มขืนถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงมากในอิสลาม ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ที่ถูกกระทำเป็นอย่างมาก อิสลามจึงได้วางกฎเกณฑ์อย่างเคร่งคัดเพื่อกำจัดปัญหานี้ให้ห่างไกลจากผู้ศรัทธา หนึ่งในนั้นคือการกำหนดบทลงโทษ โดยยึดหลักการเดียวกันกับการผิดประเวณีกับผู้ที่ทำการข่มขืน ส่วนผู้ที่ถูกข่มขืนนั้นไม่มีความผิดบาปใดๆ กับตัวเขา ซึ่งบทลงโทษนี้อยู่ในเรื่องอัล-หุดูด ว่าด้วยเรื่องการผิดประเวณี”

การกำหนดบทลงโทษ (อัล-หุดูด) คือ การลงโทษตามจำนวนที่บทบัญญัติศาสนากำหนดในการฝ่าฝืน เพื่อสิทธิของอัลลอฮฺตะอาลา หนึ่งในนั้นคือโทษการผิดประเวณี ซึ่งความผิดนี้มีบทลงโทษที่ศาสนากำหนดเป็นการเฉพาะ โดยโทษของผู้ทำผิดประเวณี มีดังนี้

  1. โทษของผู้ที่แต่งงานแล้ว (อัลมุหฺศ็อน) คือ การขว้างด้วยกับก้อนหินจนกระทั่งเสียชีวิต ไม่ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง มุสลิมหรือกาฟิร
  2. โทษของผู้ที่ยังไม่แต่งงาน (อัลบิกรฺ) คือ เฆี่ยนตี 100 ครั้ง และเนรเทศเป็นเวลา 1 ปี ไม่ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง และสำหรับทาสถูกเฆี่ยน 50 ครั้ง ไม่ต้องเนรเทศไม่ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง

ผู้ใดบังคับให้ผู้หญิงทำผิดประเวณีผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษส่วนนางจะได้รับการยกโทษและนางก็จะได้รับสินสอด (ค่าเสียหาย) ส่วนเงื่อนไขในการลงโทษนั้นไม่จำเป็นต้องใช้พยานในการยืนยันถึง 4 คน เพียงแต่ใช้คำให้การและพยานแวดล้อมของผู้เสียหายเท่านั้นตามที่ท่านฮาฟิซอิบนุก็อยยิม ปราชญ์ซะละฟีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสืออัลอิซติสก้าร เล่ม 7 หน้า 146 โดยอาศัยหลักฐานหะดีษจากซุนันติรมีซีย์ที่ระบุว่า “มีหญิงคนหนึ่งในสมัยนบีถูกข่มขืนขณะเดินทางไปละหมาดซุบฮฺ และหญิงผู้นั้นได้ฟ้องร้องกับนบี และนบีได้สอบสวนชายผู้นั้น เมื่อได้ข้อสรุปท่านจึงได้สั่งให้นำตัวไปขว้างหินจนตาย”

หมายเหตุ : อัลมุหฺศ็อน คือ ผู้ที่แต่งงานแล้วเป็นผู้ที่ผ่านการร่วมประเวณีกับภรรยาโดยการแต่งงานที่ถูกต้อง  ในขณะที่ทั้งคู่สามี ภรรยาเป็นอิสระชนและบรรลุศาสนภาวะ ส่วน อัลบิกรฺ  คือ ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมา

    

%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%9f-%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%871

 

บทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ทำผิดประเวณีกับญาติใกล้ชิด

ผู้ใดที่ทำผิดประเวณีกับญาติใกล้ชิด เช่น พี่สาว ลูกสาว  ภรรยาของพ่อ หรือคนอื่นๆ ที่อยู่สถานะเดียวกัน  ในสภาพที่เขารู้ว่าเป็นสิ่งต้องห้ามจำเป็นจะต้องประหารชีวิต

عن البراء رضي الله عنه قالَ: أَصَبْتُ عَمِّي وَمَعَهُ رَايةٌ فَقُلتُ أينَ تُريدُ؟ فقالَ: بَـعثني رسُولُ صلى الله عليه وسلم إلَى رَجُلٍ نَكَحَ امْرَأَةَ أَبِيهِ فَأَمَـرَنِي أَنْ أَضْرِبَ عُنُقَهُ وآخُذَ مَالَـهُ».

ความหมาย  จากอัลบัรรออ์ รอฎิยัลลอฮฺอันฮุ กล่าวว่า “ฉันได้เจอกับคุณลุงของฉันขณะที่ถือธง ฉันได้ถามว่าท่านต้องการไปไหน? ดังนั้นเขาตอบว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ ซ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ส่งฉันไปยังชายคนหนึ่งเขาได้แต่งงานกับภรรยาของพ่อของเขา ท่านได้สั่งให้ฉันตัดคอของเขาและให้ฉันเอาทรัพย์สินของเขา”(บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ หมายเลขหะดีษ 1362 และอันนะสาอีย์ หมายเลขหะดีษ 3332)

อัลกุรอานได้มีคำสั่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า

                                  ) ﴿وَلاَ تَقْرَبُواْ الزِّنَى إِنَّهُ كَانَ فَاحِشَةً وَسَاء سَبِيلاً﴾ (الإسراء : 32

ความว่า “และสูเจ้าอย่าได้เข้าใกล้ซินา(การผิดประเวณี) เพราะแน่แท้ มันย่อมเป็นความโสมมที่แย่ยิ่ง และเป็นหนทางที่ชั่วช้าที่สุด” (อัล-อิสรออ์ อายะห์ที่ 32)

         “อิสลามถือว่าข่มขืนเป็นบาปใหญ่ และถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนคนหนึ่งต้องเข้านรก”  ดังมีหะดีษหนึ่งระบุว่า “มีคนถามนบีมูฮัมหมัด ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า ความดีประเภทใดที่ทำให้ผู้คนเข้าสวรรค์มากที่สุด ท่านนบี ตอบว่า ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และการมีจรรยามารยาทที่ดี นบีมูฮัมหมัด ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกถามอีกว่าสิ่งใดที่ทำให้ผู้คนเข้านรกมากที่สุด ท่านนบีจึงตอบว่า ลิ้นและอวัยวะเพศ” (บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ เลขที่ 2004)

 

wp1_40

 

อัลกุรอานได้อธิบายให้มุสลิมทราบว่า ผู้หญิงประเภทใดบ้าง ที่ชายมุสลิมสามารถที่จะแต่งงานเอามาเป็นภรรยาได้และผู้หญิงประเภทใดที่ ชายมุสลิมไม่อาจจะแต่งงานด้วยได้?

อิสลามได้วางเงื่อนไขของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวในการแต่งงานไว้คือจะต้องไม่ใช่ผู้ที่ห้ามในการแต่งงานกันเนื่องจากความใกล้ชิดทางด้านเชื้อสาย หรือที่เรียกว่ามะห์รอม

ประเภทของการห้ามนิกะห์กับสตรีต้องห้าม(มะห์รอม)

ต้องห้ามอย่างถาวร เช่น แม่ ยาย ลูกสาว หลานสาว พี่หรือน้องสาว ป้า น้าสาว แม่เลี้ยง ลูกสะใภ้ หลานสะใภ้ แม่ยาย ผู้ที่ร่วมดื่มนมกัน เป็นต้น

ต้องห้ามชั่วคราว เช่น พี่หรือน้องสาวภรรยา สตรีที่สามี สตรีที่อยู่ในช่วงอิดดะห์ สตรีต่างศาสนิกจนกว่าจะรับอิสลาม เป็นต้น

 

id_5859_5731a1f72d83c

 

แนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้ายในครอบครัว

อ.อับดุลลาตีฟ กล่าวว่า “อิสลามได้วางรูปแบบในการอยู่ร่วมกันในครอบครัวไว้อย่างสวยงามและรัดกุมเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งหากเราปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัดก็จะสามารถป้องเรื่องดังกล่าวนี้ได้

  1. แยกห้องนอนระหว่างชายหญิง ตั้งแต่ 7 ขวบ ดังรายงานจากท่านอัมรฺ บิน ชุอัยบ์ รายงานจากพ่อของท่าน รับจากปู่ของท่าน รอฎิยัลลอฮุอันฮุม ว่า ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

مُرُوا أَوْلَادَكُمْ بِالصَّلَاةِ وَهُمْ أَبْنَاءُ سَبْعِ سِنِينَ، وَاضْرِبُوهُمْ عَلَيْهَا وَهُمْ أَبْنَاءُ عَشْرٍ، وَفَرِّقُوا بَيْنَهُمْ فِي الْمَضَاجِعِ

ความว่า “พวกท่านจงสั่งใช้ลูกๆ ให้ละหมาดเมื่อเขามีอายุเจ็ดขวบ และจงเฆี่ยนตีให้พวกเขาละหมาดเมื่อมีอายุครบสิบขวบ พร้อมๆ กับแยกที่นอนระหว่างพวกเขา” (สุนัน อบี ดาวูด 1/133 หมายเลข 495)

  1. ไม่แต่งกายโป๊เปลือยเมื่ออยู่กับมะห์รอมที่เป็นเพศตรงข้าม กล่าวคือ ปกปิดเอาเราะห์ทุกส่วนยกเว้น ศีรษะ ลำคอ แขน เท้าจนถึงหน้าแข้ง เครื่องแต่งกายยังบ่งชี้ถึงความยำเกรงอีกด้วย ดังที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงตรัสว่า

يَا بَنِي آدَمَ قَدْ أَنزَلْنَا عَلَيْكُمْ لِبَاسًا يُوَارِي سَوْآتِكُمْ وَرِيشًا ۖ وَلِبَاسُ التَّقْوَىٰ ذَٰلِكَ خَيْرٌ ۚ ذَٰلِكَ مِنْ آيَاتِ اللَّهِ لَعَلَّهُمْ يَذَّكَّرُونَ

“ลูกหลานอาดัมเอ๋ย ! แท้จริงเราได้ให้ลงมาแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งเครื่องนุ่งห่ม ทีปกปิดสิ่งที่อันน่าละอายของพวกเจ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ให้ความสวยงามและเครื่องนุ่งห่มแห่งความยำเกรง นั่นคือสิ่งที่ดียิ่ง นั่นแหละคือส่วนหนึ่งจากบรรดาโองการของอัลลอฮ์ เพื่อที่ว่าเขาเหล่านั้นจะได้รำลึก” อัลอะรอฟ อายะห์ที่ 26

  1. ปกป้องลูกๆ จากสื่อที่ไม่ดีต่างๆ เพราะหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ลูกๆ นั้นไขว้เขว ออกนอกลู่นอกทาง และปฏิบัติความชั่ว หลงไปในทางที่ชั่วช้าต่ำต่อย ก็คือสื่อที่เขาดูทางช่องต่างๆ ผ่านดาวเทียม ทั้งที่เป็นหนังที่โป๊เปลือย และชั่วช้าต่างๆ เช่นเดียวกับหนังการ์ตูนต่างๆ ที่แฝงไว้ด้วยสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนา หลักอากีดะห์ หลักจริยธรรมที่ดี โดยคนส่วนใหญ่มักละเลยไม่ให้ความสำคัญถึงความชั่วใหญ่หลวงที่แฝงอยู่ รายงานจากท่าน มะอฺกิล บิน ยะสารฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

مَا مِنْ عَبْدٍ يَسْتَرْعِيهِ اللَّهُ رَعِيَّةً، يَمُوتُ يَوْمَ يَمُوتُ وَهُوَ غَاشٌّ لِرَعِيَّتِهِ؛ إِلاَّ حَرَّمَ اللَّهُ عَلَيْهِ الْجَنَّةَ       

ความว่า “ไม่มีบ่าวคนใดที่อัลลอฮฺได้มอบความรับผิดชอบให้ดูแลผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลใดๆ แล้วบ่าวผู้นั้นเสียชีวิตลง ในขณะที่เขาได้ฉ้อฉลต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา นอกจากอัลลอฮฺจะห้ามเขาจากการเข้าสวรรค์” (อัลบุคอรีย์ 4/331 หมายเลข 7150 มุสลิม 1/125  หมายเลข 142)

  1. อบรมสั่งสอนในเรื่องอิสลาม และการศรัทธา ปลูกฝังการให้ความยิ่งใหญ่แก่อัลลอฮฺ รักพระองค์ รักท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บอกถึงความสำคัญของท่านนบีและการปฏิบัติตามท่าน สั่งสอนจริยธรรมและมารยาทที่ดีงาม

 

28575743_2011975732352618_1404018270249554144_n

 

อิสลามส่งเสริมการให้เกียรติสตรีอย่างไร?

อ.อับดุลลาตีฟ กล่าวต่อว่า อิสลามถือเป็นศาสนาที่มีจริยธรรมอันดีงาม หนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนคือการปกป้องสิทธิสตรีและให้เกียรติกับนางดังที่อัลลอฮฺและรอซูลได้วางไว้ อาทิเช่น

  • สตรีต้องลดสายตาและรักษาอวัยวะเพศเช่นเดียวกับผู้ชาย
  • การออกห่างจากการฟังเพลงและดนตรี
  • การไม่อนุญาตให้เดินทางโดยไม่มีมะห์รอม
  • ห้ามชายหญิงอยู่กันตามลำพัง
  • ห้ามสตรีจับมือหรือสัมผัสกับผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอมถาวร

จากข่าวดังกล่าวถือเป็นสัญญาณหนึ่งของวันกิยามะห์ ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวในหะดีษบทหนึ่งว่า “ส่วนหนึ่งของสัญญาณวันกิยามะห์คือ ความรู้จะอันตรธานหายไป ความเขลาจะหยั่งลึก มีการดื่มเหล้า และมีการกระทำซินาอย่างเปิดเผย” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ เลขที่ 80,มุสลิม เลขที่ 6956)

“จากข่าวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันล้วนเต็มไปด้วยสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมลงของสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวอาชญากรรม การทำร้ายเด็กและสตรี หรือแม้กระทั่งการข่มเหงรังแกสัตว์ การข่มขืน การลักขโมย ซึ่งแม้ว่าในบ้านเมืองของเราจะมีกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษแก่ผู้กระทำผิดไว้แล้ว แต่ก็ไม่ทำให้การก่ออาชญากรรมในสังคมลดลงได้ แต่สิ่งที่จะช่วยให้สังคมดีขึ้นได้คือการควบคุมจิตใจของมนุษย์ให้อยู่ในคุณธรรมจริยธรรมที่ดีงามโดยอาศัยคำสอนของศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและที่พึงทางใจ หากเรามีจิตใจที่ดี มีอีหม่านที่มั่นคง และยำเกรงต่ออัลลอฮฺ เราก็จะไม่กล้าที่จะทำความผิด และปัญหาอาชญากรรมในสังคมก็จะค่อยๆ หมดไป”

สุดท้ายนี้ อ.อับดุลลาตีฟ ขอฝากข้อคิดจากคำพูดของท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า

إِنَّا كُنَّا أَذَلَّ قَوْمٍ فَأَعَزَّنَا اللهُ بِالإِسْلَامِ فَمَهْمَا نَطْلُبِ الْعِزَّةَ بِغَيْرِ مَا أَعَزَّنَا اللهُ بِهِ أَذَلَّنَا اللهُ

“พวกเราเคยเป็นกลุ่มชนที่ต่ำต้อยที่สุด แต่อัลลอฮฺทรงทำให้พวกเรามีเกียรติที่สุดด้วยอิสลาม ดังนั้น หากว่าพวกเราแสวงหาความมีเกียรติอื่นจากที่อัลลอฮฺทรงประทานให้ พระองค์ก็จะทำให้พวกเราเป็นผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดอย่างแน่นอน” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษซึ่งบันทึกโดยอัลฮากิม เลขที่ 1/236-237)

 

ขอขอบคุณ : อาจารย์ อับดุลลาตีฟ ตำราเรียง