การที่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) พูดภาษาเปอร์เซียในบางโอกาสกับสาวกของท่าน และการที่ท่านได้ใช้ให้ท่านซัยดฺ อิบนุ ษาบิต (ร.ฎ.) ศึกษาภาษาฮิบรูว์ของชาวยิวและภาษาสุรฺยานียะฮฺซึ่งเป็นภาษาของชนต่างศาสนาที่เป็นพวกอัศ-ศอบิอะฮฺ นั่นเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการยอมรับในพหุวัฒนธรรมและการเรียนรู้ภาษาตลอดจนวัฒนธรรมของชนต่างศาสนาโดยการส่งเสริมของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) และการมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่าน

           นักปราชญ์ทางภาษาและไวยากรณ์อาหรับส่วนมากเป็นชาวอาหรับโดยกำเนิด แต่นักไวยากรณ์อาหรับผู้ช่ำชองซึ่งไม่ใช่ชาวอาหรับโดยเชื้อสายก็มีเป็นจำนวนมาก เช่น นักไวยากรณ์อาหรับผู้เจนจัดนามว่า สีบะวัยฮฺ (เสียชีวิตราวค.ศ.796) เป็นชาวเมืองชีราซในอิหร่านที่เติบโตในนครอัล-บัศเราะฮฺ (อีรัก) และเป็นผู้นำของสำนักไวยากรณ์แห่งนครอัล-บัศเราะฮฺ และอิบรอฮีม นิฟเฏาะวัยฮฺ (ค.ศ.858-935) ก็มีบรรพบุรุษเป็นชาวเปอร์เซีย

           ในขณะที่อะลี อิบนุ อัล-อับบาส ที่รู้จักกันในนาม อิบนุ อัรฺรูมียฺ (ค.ศ.836-896) นักกวีเอกแห่งนครแบกแดดในสมัยอัล-อับบาสียะฮฺ มีบิดาเป็นชาวรูมและมารดาเป็นสตรีชาวเปอร์เซีย และอิบนุ อาญุรฺรูม (เสียชีวิตค.ศ.1323) เจ้าของตำราไวยากรณ์อาหรับที่รู้จักกันในชื่อ อัล-อาญุรฺรูมียะฮฺ มีเชื้อสายเบอร์เบอร์จากเผ่าอัศ-ศอนฮาญะฮฺในแอฟริกาเหนือ ส่วนในเอ็นดะลูเซีย (สเปน) ก็มีนักภาษาศาสตร์นามว่า อิบนุ อัล-กูฏียะฮฺ (เสียชีวิตค.ศ.977) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพวกโกธิก เป็นต้น

 

7420660_madina-building-alladin-waqf-reqab-gunj-old-town-hyderabad

 

การยอมรับแบบแผนจากประชาคมต่างวัฒนธรรม

           เดือนเชาวาลปีฮ.ศ.ที่ 5/ค.ศ.627 พวกกุรอยช์แห่งนครมักกะห์พร้อมด้วยชนเผ่าอาหรับเฆาะเฏาะฟาน, บะนูมุรฺเราะฮฺ, อัช-ญะอฺ, สุลัยม์ และอะสัด ได้ยกทัพสู่นครมาดีนะห์ เรียกสงครามครั้งนั้นว่า “สงครามอัล-อะหฺซาบ” ฝ่ายท่านนบี และพลเมืองมาดีนะห์รับมือการโจมตีของพวกกุรอยช์และพันธมิตรด้วยการขุดสนามเพลาะเป็นคันคูยาว 5,544 เมตร กว้าง 4.62 เมตร ลึก 3.234 เมตร ทางตอนเหนือของนครมาดีนะห์ ยุทธวิธีในการขุดสนามเพลาะเป็นวิธีของชาวเปอร์เซียซึ่งท่านสัลมานอัล-ฟาริสียฺ (ร.ฎ.) ได้เสนอแนะแก่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) สงครามอัล-อะหฺซาบจึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สงครามอัล-คอนดัก (สงครามสนามเพลาะ)

           สกุลเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนในการซื้อขายและการค้าตลอดช่วงสมัยของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) คือ สกุลเงินดีนารฺ (ดีน่าร์) ของโรมันไบแซนไทน์ และสกุลเงินดิรฺฮัม (เดอร์แคม) ของเปอร์เซีย ทั้งสองสกุลเงินเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ถูกตีขึ้น เหรียญดีนารฺเป็นทองคำ และเหรียญดิรฺฮัมเป็นเงิน ทั้งสองด้านของเหรียญกาษปณ์ดีนารฺและดิรฺฮัมมักจะมีรูปของจักรพรรดิ์โรมันและเปอร์เซีย หรือมีสัญลักษณ์ทางศาสนา เช่น ไม้กางเขน ปรากฏอยู่ในด้านหนึ่งของเหรียญกษาปณ์ ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) มิได้ปฏิเสธในการใช้เหรียญกษาปณ์ทั้ง 2 สกุลเงินในการแลกเปลี่ยนเพื่อการค้า การชำระหนี้ และการใช้สอยแต่อย่างใด และในพระวจนะของท่านนบี มีการระบุสกุลเงินทั้งสองไว้เช่นกัน

 

ปฏิสัมพันธ์แบบสันติวิธีกับชนต่างวัฒนธรรม

           หลังการทำสนธิสัญญาอัล-หุดัยบียะฮฺในฮ.ศ.ที่ 6/ค.ศ. 628 สงครามระหว่างรัฐอิสลามแห่งนครมาดีนะห์กับพวกกุรอยช์แห่งนครมักกะห์ยุติลง ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)  ได้ส่งสาวกจำนวน 8 ท่านพร้อมด้วยสารเรียกร้องสู่อิสลามโดยสันติวิธียังผู้ครองแคว้นสำคัญและจักพรรดิ์โรมันไบแซนไทน์และเปอร์เซีย การส่งสารไปยังผู้ปกครองประชาคมต่างศาสนาและวัฒนธรรม เป็นการเผยแผ่ศาสนาอิสลามและเป็นการเจริญสัมพันธ์ไมตรีทางการทูตโดยสันติวิธี ตลอดจนเป็นข้อยืนยันว่าศาสนาอิสลามมิได้เผยแผ่ด้วยคมดาบหรือการทำสงครามอย่างที่ผู้อคติต่อศาสนาอิสลามและมุสลิมกล่าวอ้าง อย่างน้อยการทำสนธิสัญญาพักรบอัล-หุดัยบียะฮฺก็เป็นสิ่งที่หักล้างคำกล่าวหาที่ว่ามุสลิมเป็นผู้กระหายสงครามหรือมุสลิมเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพของประชาคมที่ต่างศาสนาและวัฒนธรรม

           ในปี ฮ.ศ.ที่ 8/ค.ศ.630 ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) และเหล่าสาวกของท่านได้พิชิตนครมักกะห์ พวกกุรอยช์และพลเมืองมักกะห์ได้รับการนิรโทษกรรมและยอมรับศาสนาอิสลามด้วยความสมัครใจ เมื่อนครมักกะห์ถูกพิชิตและพลเมืองมักกะห์ยอมรับศาสนาอิสลามแล้ว บรรดารูปเคารพที่ถูกตั้งขึ้นรายล้อมอาคารอัล-กะอฺบะฮฺ และเทวรูปประจำเผ่าของชาวอาหรับที่เข้ารับอิสลามก็ถูกทำลายลง เพราะไม่มีเหตุผลอันใดในการปล่อยให้บรรดารูปเคารพและเทวรูปเหล่านั้นคงอยู่ต่อไปในเมื่อผู้คนที่เคยเคารพสักการะและบูชารูปเคารพเหล่านั้นได้ยอมรับศาสนาอิสลามเป็นสรณะแล้ว เพราะศาสนาอิสลามห้ามบูชารูปเคารพและวัตถุ แต่กระนั้น ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ก็ยังคงสภาพของอาคารอัล-กะอฺบะฮฺเอาไว้เช่นเดิมดังที่ชนเผ่ากุรอยช์ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์เอาไว้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

           ส่วนศาสนสถานของชนต่างศาสนา เช่น ธรรมศาลาของชาวยิว โบสถ์ของชาวคริสต์ สำนักสงฆ์ของบาทหลวงในคริสตศาสนา หรือแม้แต่โบราณสถานของกลุ่มชนในยุคอดีตซึ่งตั้งอยู่ในเขตแดนของรัฐอิสลาม ทั้งหมดได้รับการคุ้มครองหรือไม่ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการทำลาย แม้ในยุคของรัฐอิสลามหลังท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ได้สิ้นชีวิตไปแล้วซึ่งแผ่ขยายดินแดนครอบคลุมแหล่งอารยธรรมของชนชาติกรีก โรมัน และเปอร์เซีย ชาวมุสลิมก็ไม่ได้แตะต้องโบราณสถานที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในดินแดนของพวกเขา เหตุนี้เราจึงพบแหล่งโบราณสถานมากมายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ทั้งที่มีสภาพสมบูรณ์หรือกลายเป็นซากปรักหักพังในกลุ่มประเทศมุสลิมในทุกวันนี้

 

tawaf

 

การเปิดโลกทัศน์ในการสังเคราะห์วัฒนธรรมจากประชาคมอื่น

           ในสมัยการปกครองของบรรดาเคาะลีฟะฮฺแห่งรัฐอิสลาม ณ นครมะดีนะฮฺ (ฮ.ศ.11-40/ค.ศ.632-661) สารของเคาะลีฟะฮฺจะถูกประทับตราด้วยแหวนเงินของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)  ซึ่งท่านเคยใช้เป็นตราประทับเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ การประทับตราลงในสารเป็นวัฒนธรรมของพวกโรมันและเปอร์เซียที่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ให้การยอมรับ และแหวนที่เป็นตราประทับนี้ตกทอดมายังเคาะลีฟะฮฺอบูบักรฺ, อุมัรฺ และอุษมาน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม) ตามลำดับ

           ในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ อิบนุ อัล-คอฏฏอบ (เสียชีวิตฮ.ศ.23/ค.ศ.644) มีการจัดทำทะเบียนรายชื่อของทหารที่ได้รับเบี้ยหวัดและบัญชีรายชื่อผู้ที่ได้รับเงินสวัสดิการจากรัฐอิสลาม เรียกทะเบียนหรือบัญชีดังกล่าวว่า “ดีวาน” ซึ่งเป็นการรับเอาวัฒนธรรมแบบเปอร์เซียมาใช้ในการจัดระบบการบริหาร ต่อมาดีวานได้พัฒนาเป็นกรมกองที่เป็นหน่วยงานของรัฐในด้านต่างๆ เช่น กรมอาลักษณ์ กองทะเบียนสวัสดิการสังคม เป็นต้น

           ระบบการจัดทำทะเบียนหรือบัญชีแบบดีวานยังถูกนำมาใช้ในการรวบรวมและเก็บฐานข้อมูลของการจัดเก็บและแจกจ่ายซะกาตตลอดจนภาษีญิซยะฮฺและเคาะรอจญ์ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐอิสลามจัดเก็บจากพลเมืองชาวคริสต์หรือชาวยิวหรือเจ้าของที่ดินซึ่งมีรายได้จากการเพาะปลูกและการทำเกษตรกรรมในที่ดินของตนอีกด้วย

           ในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ (ร.ฎ.) มีการกำหนดปฏิทินศักราชอิสลามที่เรียกว่า “ฮิจญ์เราะฮฺศักราช” ตามปฏิทินทางจันทรคติ โดยถือเอาเหตุการณ์การอพยพลี้ภัย (ฮิจญ์เราะฮฺ) ของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) จากนครมักกะฮฺสู่นครมาดีนะห์ (ปีค.ศ.622) เป็นปีที่ 1 และการกำหนดปีปฏิทินศักราชอิสลามนี้เป็นการรับเอาวัฒนธรรมของพวกโรมันและเปอร์เซียมาใช้ถึงแม้ว่าปฏิทินศักราชอิสลามจะถือเอาการอพยพลี้ภัย (ฮิจญ์เราะฮฺ) เป็นการเริ่มต้นในการนับศักราชก็ตาม ต่างจากการนับศักราชของชาวโรมันและเปอร์เซียที่มักจะถือเอาปีที่จักรพรรดิ์ซีซ่าของโรมันและจักพรรดิ์คุสโรว์ของเปอร์เซียครองราชย์ในแต่ละรัชกาล

 

old-madina-city-1

 

           การสร้างเมืองใหม่ในภูมิภาคต่างๆของรัฐอิสลามนับตั้งแต่สมัยเคาะลีฟะฮฺ อุมัรฺ อิบนุ อัล-คอฏฏอบ (ร.ฎ.) เช่น อัล-ฟุสฏอฏ ในอียิปต์, อัล-บัศเราะฮฺและอัลกูฟะฮฺ ในอีรัก เป็นต้น เป็นการรับเอาวัฒนธรรมของพวกกรีก-โรมันและเปอร์เซียมาใช้ในด้านการขยายชุมชนเมือง การวางผังเมืองและการกำหนดเมืองศูนย์กลางในการบริหารส่วนภูมิภาค ตลอดจนยุทธศาสตร์ในการกำหนดศูนย์บัญชาการทางทหารส่วนภูมิภาคเพื่อปกป้องอธิปไตยของรัฐอิสลามในเขตพรมแดนที่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครอง ณ นครมาดีนะห์ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเจริญแบบสังคมเมือง การเศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ประชากร รวมถึงการขยายแหล่งการเรียนรู้และเผยแผ่วิทยาการของศาสนาอิสลามแก่พลเมืองในส่วนภูมิภาค

           นครอัล-ฟุสฏอฏ, อัล-บัศเราะฮฺ และอัล-กูฟะฮฺได้กลายเป็นแหล่งรวมของบรรดานักปราชญ์และสำนักคิดในด้านอัล-หะดิษ, นิติศาสตร์อิสลาม, ภาษาและวรรณกรรม ยังผลให้อารยธรรมอิสลามมีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายสู่ดินแดนในทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของโลกอิสลามในเวลาต่อมา

           ในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (ฮ.ศ.23-35) ในน่านน้ำของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเขตอิทธิพลของโรมันไบแซนไทน์ ต่อมาท่านมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยาน (เสียชีวิตฮ.ศ.60/ค.ศ.680) ข้าหลวงประจำแคว้นชาม (ซีเรีย) ได้ส่งกองทัพเรือเข้าพิชิตเกาะโรดส์ในปีฮ.ศ.28/ค.ศ.648 และเกาะไซปรัส (กุบรุศ) ในปีฮ.ศ.33/ค.ศ.653 และท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ สะอฺด์ อิบนิ อบีสัรฺห์ (เสียชีวิตฮ.ศ.37/ค.ศ.657)

           ข้าหลวงของเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) ประจำอียิปต์ได้สร้างกองทัพเรือขึ้นในอียิปต์ และนำกองทัพเรือของอียิปต์และซีเรียซึ่งนำโดยบุสร์ อิบนุ อบีอัรฺเฏาะอะฮฺ (เสียชีวิตราวฮ.ศ.86/ค.ศ.705) สนธิกำลังเข้าด้วยกันในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนใกล้กับริมฝั่งเมืองโฟนิการ์ทางตอนใต้ของเมืองอันตอเกีย และทำยุทธนาวีกับกองทัพเรือของโรมันไบแซนไทน์ในปีฮ.ศ.34/ค.ศ.654 ในยุทธนาวี ซาตุศ เศาะวารียฺ (สมรภูมิเสากระโดงเรือ) ทำให้แสนยานุภาพทางทะเลของโรมันไบแซนไทน์สิ้นสุดลง และชาวมุสลิมสามารถครอบครองเมืองท่าสำคัญนับจากทริโปลีตะวันออกจนถึงเมืองกุรฺฏอญินะฮฺในตูนีเซีย การสร้างกองทัพเรือของชาวมุสลิมในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) เป็นการพลิกประวัติศาสตร์ทางการทหารและการทำสงครามทางทะเลของโลกมุสลิมซึ่งในสมัยท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ไม่เคยมีกองทัพเรือมาก่อน และนี่เป็นส่วนหนึ่งจากการรับเอายุทธวิธีในการทำสงครามทางทะเลมาจากจักวรรดิโรมันและเปอร์เซีย

 

ขอขอบคุณ อาจารย์อาลี เสือสมิง

แบ่งปัน