หลังจากคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงของสหประชาชาติ เรียกร้องคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ผลักดันส่งตัวบรรดานายทหารเมียนมาเข้ารับการพิจารณาคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจา

พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ได้พูดพาดพิงเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ระหว่างกล่าวกับทหารเมื่อวานว่า ไม่มีประเทศใด องค์กรใดหรือกลุ่มใด มีสิทธิ์แทรกแซงและตัดสินใจอยู่เหนืออธิปไตยของเมียนมา

นอกจากนี้ กองทัพ หรือ ตั้ตม่ะด่อว์ ไม่มีความคิดถอยห่างจากการเมือง อย่างที่สหประชาชาติชี้แนะแต่ละประเทศในโลกนี้ ใช้ระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับตนเอง เมียนมายังจำเป็นต้องยุติการสู้รบบนเส้นทางสู่ประชาธิปไตยแท้จริง และกองทัพจะยังดำเนินความพยายามรักษาความสงบภายในต่อไป

นอกจากนี้ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ยังย้ำทัศนคติที่ชาวเมียนมาส่วนใหญ่ยึดถือ ที่ว่า ชาวโรฮีนจาเป็นคนนอก และกฎหมายเมียนมาที่ไม่ยอมรับ ชาวเบงกาลี เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งของประเทศ จะยังบังคับใช้ต่อไป

รายงานสหประชาชาติความยาว 444 หน้า จากการรวบรวมกว่า 18 เดือน ลงรายละเอียดถึงสารพัดวิธีการกดขี่ชาวโรฮีนจา ทั้งฆาตกรรม ข่มขืน วางเพลิง ทรมาน โดยน้ำมือทหารเมียนมาและม็อบสนับสนุนในรัฐยะไข่ เมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว จนชาวโรฮีนจาต้องหนีสถานการณ์ที่รายงานใช้คำว่า ความรุนแรงระดับสุดหยั่งถึง “และอย่างไม่คำนึงถึงชีวิตมนุษย์” เข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านกว่า 7 แสนคน

ไอซีซี ชี้ว่ามีอำนาจศาลที่จะเปิดสอบสวนเบื้องต้นได้ แม้ว่าเมียนมาไม่ได้ลงนามในสันธิสัญญาจัดตั้งไอซีซี แต่นักวิเคราะห์ระบุว่า การพิจารณาคดีผู้นำกองทัพเมียนมาเป็นหนทางยาวไกลและเต็มไปด้วยขวากหนามทางการเมือง

 

ที่มา : คมชัดลึกออนไลน์

แบ่งปัน