การผ่านเหตุการณ์สำคัญ ๆ ดังกล่าวได้ส่งผลต่อบุคลิกภาพและสภาพจิตใจของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ซึ่งเจริญวัยอยู่ภายในบ้านนบี ทั้งในด้านแรงศรัทธา ความขันติ และความกล้าหาญ โดยเฉพาะเมื่อท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ผู้เป็นมารดา  และอบูฏอลิบซึ่งคอยปกป้องท่านนบี (ซ.ล.) ได้เสียชีวิตในปีแห่งความโศกเศร้า พวกกุรอยช์ได้กระทำการประทุษร้ายต่อท่านนบี (ซ.ล.) หลายต่อหลายครั้ง

และผู้ที่ปัดป้องการประทุษร้ายนั้นให้พ้นไปจากท่านนบี (ซ.ล.) ก็คือท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) และเมื่อพวกกุรอยช์ประทุษร้ายและกระทำทารุณกรรมหนักข้อมากขึ้นกับบรรดาผู้ศรัทธาในนครมักกะฮฺ ท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) จึงได้อพยพสู่นครมะดีนะฮฺในช่วงเวลาที่ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ได้สมรสกับท่านหญิงเสาดะฮฺ บินตุ ซัมอะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) หลังการสิ้นชีวิตของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) (42)

หลังการอพยพสู่นครมะดีนะฮฺและภายหลังสมรภูมิบัดร์ในปีฮ.ศ.ที่ 2 เดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้สมรสกับท่านอิมามอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) (43)

และท่านอิมามอะลี (ร.ฎ.) ได้ร่วมห้องหอกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) หลังสมรภูมิอุหุด และให้กำเนิด อัล-หะสัน , อัล-หุสัยนฺ , มุหฺสิน , อุมมุกุลษูม และซัยหนับ (ริฎวานุลลอฮิอะลัยฮิม) แก่ท่านอิมามอะลี (ร.ฎ.) (44)

และท่านนบี (ซ.ล.) ได้แสดงความไม่พอใจเมื่อท่านทราบว่า อบุลหะสัน อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ได้ตั้งใจจะสู่ขอบุตรีของอบูญะฮฺล์ โดยกล่าวว่า : “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ บุตรีของผู้เป็นนบีของอัลลอฮฺจะไม่ร่วมกันกับบุตรีของศัตรูอัลลอฮฺ และอันที่จริงฟาฏิมะฮฺนั้นคือเนื้อก้อนหนึ่งจากฉัน สิ่งที่ทำให้นางแคลงใจก็ทำให้ฉันแคลงใจ และสิ่งที่ประทุษร้ายนางก็ย่อมประทุษร้ายต่อฉันด้วย” (45) ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงล้มเลิกการสู่ขอบุตรีของอบูญะฮฺล์เพื่อรักษาความรู้สึกของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) และท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็มิได้สมรสกับสตรีคนใดหรือมีบาทบริจาริกาคนใดในช่วงครองคู่กับท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) (46)

เชื้อสายของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ได้ขาดตอนลงยกเว้นจากทางด้านท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เพราะท่านหญิงอุมามะฮฺ บุตรีของอบุลอ็าศ อิบนุ อัรฺเราะบีอฺกับท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) พี่สาวคนโตของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ซึ่งท่านนบี (ซ.ล.) เคยอุ้มท่านหญิงอุมามะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ในขณะที่ท่านทำการละหมาด(47) ได้เจริญวัยจนกระทั่งได้สมรสกับท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.)

แล้วต่อมาเมื่อท่านอะลี (ร.ฎ.) ได้เสียชีวิต ท่านหญิงอุมามะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้สมรสกับอัล-มุฆีเราะฮฺ อิบนุ เนาว์ฟัล อัล-ฮาชิมียฺ ซึ่งเคยเห็นท่านนบี (ซ.ล.) ท่านหญิงอุมามะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้ให้กำเนิดบุตรหลายคนแก่ท่าน อัล-มุฆีเราะฮฺ (ร.ฎ.) แต่ต่อมาการสืบเชื้อสายจากท่านหญิงอุมามะฮฺบุตรีท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ก็ขาดตนลงตามที่อัซ-ซุบัยรฺ อิบนุ บุก็ารฺ ได้กล่าวไว้(48) คงเหลือแต่ลูกหลานของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) แต่ฝ่ายเดียวที่ยังคงสืบเชื้อสายของท่านนบี (ซ.ล.) ต่อมา

ท่านนบี (ซ.ล.) รักและให้เกียรติท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เป็นอันมาก ความประเสริฐของท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) มีมากมาย อาทิ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้กล่าวว่า : “ฟาฏิมะฮฺได้เดินมาหาท่านนบี (ซ.ล.) ท่วงท่าการเดินของนางไม่ได้ผิดเพี้ยนจากการเดินของท่านนบี (ซ.ล.) แล้วท่านนบี (ซ.ล.) ก็ลุกขึ้นยืนไปหานางและกล่าวว่า : ยินดีต้อนรับ บุตรีของฉัน” (49) และมีรายงานจากท่านหุซัยฟะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า : ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า : “มีมะลักทานหนึ่งลงมาแล้วบอกข่าวดีแก่ฉันว่า แท้จริงฟาฏิมะฮฺนั้นเป็นนายหญิง เหล่าสตรีของชาวสวรรค์” (50)

บุตรีของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) คือ อุมมุกุลษูม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) นั้นเป็นภรรยาของท่านอุมัรฺ อิบนุ อัล-คอฏฏอบ (ร.ฎ.) และซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เป็นภรรยาของอับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะอฺฟัร อิบนิ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) (51) ส่วนบุตรชายที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ให้กำเนิดแก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) คือ อัล-หะสัน อิบนุ อะลี , อัล-หุสัยนฺ อิบนุ อะลี และมุหฺสิน อิบนุ อะลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม) ซึ่งมุหฺสิน อิบนุ อะลีเสียชีวิตขณะเยาว์วัย คงเหลือพี่ชายทั้งสองคืออัล-หะสันและอัล-หุสัยน์ที่สืบเชื้อสายต่อมา

 

prophet-muhammad-house-replica

 

ในปีฮ.ศ.ที่ 8 ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้ร่วมไปพร้อมกับท่านนบี (ซ.ล.) เพื่อพิชิตนครมักกะฮฺ ท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้ไปเยี่ยมหลุมฝังศพท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ในครั้งนั้น (52) ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) มีชีวิตอยู่ 24 หรือ 28 ปี และเสียชีวิตหลังจากท่านนบี (ซ.ล.) ได้เสียชีวิต 6 เดือน บ้างก็ว่าน้อยกว่านั้น (53) ศพของท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ถูกฝังในเวลากลางคืน ณ สุสานอัล-บะกีอฺ นครมะดีนะฮฺ

อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ถือกำเนิดก่อนการประกาศศาสนาของท่านนบี (ซ.ล.) 8 ปี บ้างก็ว่า 10 ปี ณ นครมักกะฮฺ (54) ในตอนแรกเกิดมารดาของท่านอะลี (ร.ฎ.) คือท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินตุ อะสัด อิบนิ ฮาชิม อิบนิ อับดิมะน็าฟ ได้ตั้งชื่อท่านอะลี (ร.ฎ.) ว่า “อะสัด” ตามชื่อบิดาของท่านหญิงคืออะสัด อิบนุ ฮาชิม แต่ท่านอบูฏอลิบได้เปลี่ยนชื่อนั้นเสียใหม่ว่า “อะลี” ท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นบุตรลุงของท่านนบี (ซ.ล.) คือ อบูฏอลิบ จึงมีศักดิ์เป็นลูกผู้พี่ของท่านนบี(ซ.ล.)

ในตอนแรกท่านอะลี (ร.ฎ.) ได้รับการเลี้ยงดูอยู่กับอบูฏอลิบพร้อมกับพี่น้องของท่านคือญะอฺฟัรและอะกีล แต่อบูฏอลิบมีฐานะยากจน ท่านนบี (ซ.ล.) เมื่อออกเรือนกับท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) แล้วจึงรับท่านอะลี (ร.ฎ.) มาอุปการะภายในบ้านนบี ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านนบี ส่วนญะอฺฟัร (ร.ฎ.) นั้นท่านหัมซะฮฺ (ร.ฎ.) ลุงของท่านนบี (ซ.ล.) ได้รับไปอุปการะ ยังคงมีแต่อะกีลและพี่น้องผู้หญิงเท่านั้นที่อยู่กับอบูฏอลิบ (56)

เมื่อท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) มีอายุได้ 10 ปีท่านได้เข้ารับอิสลามในวันถัดมาเมื่อนับจากการได้รับวะหิยฺของท่านนบี (ซ.ล.) ท่านจึงเป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับอิสลามและเคยถ่ายทอดคำสอนของท่านนบี (ซ.ล.) แก่เหล่าสาวกรุ่นแรกในบ้านของอิบนุ อัล-อัรฺก็อม (ร.ฎ.) ทั้ง ๆ ที่มีอายุน้อย (57) ความประเสริฐของท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) มีมากมาย อาทิ

ท่านเป็นญาติสนิทกับท่านนบี (ซ.ล.) เพราะเป็นบุตรชายของลุงของท่านนบี (ซ.ล.) คือ อบูฏอลิบซึ่งอุปการะเลี้ยงดูท่านนบี (ซ.ล.) มาแต่เยาว์วัยและปกป้องท่านนบี (ซ.ล.) จากการคุกคามและประทุษร้ายของพวกกุรอยช์ ท่านนบี (ซ.ล.) จึงรับท่านอะลี (ร.ฎ.) มาอุปการะเป็นสมาชิกในบ้านนบีเพื่อตอบแทนลุงของท่าน

ท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นเด็กชายคนแรกในอิสลามที่ศรัทธาต่อท่านนบี (ซ.ล.) ยืนละหมาดทางขวาของท่านนบี (ซ.ล.) นับตั้งแต่แรกเริ่มการประกาศศาสนาอิสลามในนครมักกะฮฺ

ท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นบุตรเขยของท่านนบี (ซ.ล.) ซึ่งสมรสกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) และเป็นบิดาของหลานสุดที่รักของท่านนบี (ซ.ล.) ทั้งสองท่านคือ อัล-หะสัน (ร.ฎ.) และอัล-หุสัยนฺ (ร.ฎ.)

ท่านอะลี (ร.ฎ.) คือผู้ที่นอนในที่นอนของท่านนบี (ซ.ล.) คืนในเหตุการณ์การอพยพของท่านนบี (ซ.ล.) และทำหน้าที่ส่งมอบของฝากที่พวกกุรอยช์ฝากไว้กับท่านนบี (ซ.ล.) ต่อมาได้อพยพตามท่านนบี (ซ.ล.) ไปในภายหลังยังนครมะดีนะฮฺพร้อมกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินตุ อะสัด (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) มารดาของท่านและฟาฏิมะฮฺ บินตุ อัซ-ซุบัยรฺตลอดจนผู้ศรัทธาอีกจำนวนหนึ่ง (58) เป็นต้น

จึงสรุปได้ว่า ภายในบ้านนบีหลังแรก ณ นครมักกะฮฺมีสมาชิกทั้งหมด 9 ท่านรวมท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) และท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ด้วย

 

%d9%85%d8%aa%d9%89-%d9%88%d9%84%d8%af-%d8%a7%d9%84%d9%86%d8%a8%d9%8a2

 

บ้านนบีแห่งที่สอง ณ นครมะดีนะฮฺ

เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ได้อพยพสู่นครมะดีนะฮฺหลังการประกาศศาสนา ณ นครมักกะฮฺราว 13 ปี ท่านได้สร้างมัสยิดกุบาอฺและมัสยิดนะบะวียฺที่ตัวเมืองมะดีนะฮฺเพื่อเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม การประกอบศาสนกิจและการสั่งสอนผู้คน ที่บริเวณด้านข้างมัสยิดนะบะวียฺนี่เอง บ้านหลังที่สองของท่านนบี (ซ.ล.)  ได้ถูกสร้างขึ้น

สถานที่สร้างมัสยิดนะบะวียฺเป็นสถานที่ว่างเปล่า มีต้นอินทผลัมและหลุมศพโบราณ พวกคนในตระกูลอัน-นัจญารฺได้ตากอินทผลัมที่นั่น อูฐของท่านนบี (ซ.ล.)  ได้ลงพัก ณ บริเวณนั้น ท่านนบี (ซ.ล.)  ประสงค์จะสร้างมัสยิดในที่ดินแปลงนั้น ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของเด็กกำพร้า 2 คนที่ท่านมุอาซ อิบนุ อัฟรออฺ อัล-คอซเราะญียฺ เป็นผู้ปกครอง ท่านมุอาซได้บริจาคที่ดินแปลงนั้น แต่ท่านนบี (ซ.ล.) ยืนกรานที่จะขอซื้อจากเด็กกำพร้า 2 พี่น้องซึ่งก็เป็นไปตามนั้น (59)

ท่านนบี (ซ.ล.) ได้ใช้ให้ปรับสภาพที่ดินผืนนั้นทำความสะอาดและตัดต้นอินทผลัมพร้อมกับขุดสุสานโบราณแล้วย้ายกระดูกที่เหลือไปยังสถานที่อื่น เมื่อเกลี่ยดินเสมอแล้ว ท่านนบี (ซ.ล.) ได้กำหนดเขตแนวที่จะสร้างตัวมัสยิดและท่านได้ร่วมกับเหล่าสาวกในการสร้างมัสยิดอย่างเรียบง่ายโดยสร้างจากก้อนหิน ดิน และทางอินทผลัม ตรงกลางมัสยิดมีเสาหลายต้นที่ทำจากต้นอินทผลัมที่ถูกตัด ท่านนบี (ซ.ล.) ได้กำหนดทิศกิบละฮฺซึ่งหันไปทางบัยตุลมักดิสและนำบรรดาสาวกละหมาดก่อนที่จะมุงหลังคาของมัสยิดด้วยทางอินทผลัม (60)

เมื่อสร้างมัสยิดนะบะวียฺเสร็จแล้ว จึงได้มีการสร้างห้องพักของท่านนบี (ซ.ล.) ติดกับผนังมัสยิดด้านทิศตะวันออกโดยในช่วงแรกมีเพียงห้องเพียง 2 ห้องคือ ห้องพักของท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) และห้องพักของท่านหญิงเสาดะฮฺ บินตุ ซัมอะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ซึ่งอยู่ติดกันทางด้านมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมัสยิด

ต่อมาในภายหลังได้มีการสร้างห้องพักของท่านหญิงหัฟเศาะฮฺ บินตุ อุมัรฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ซึ่งอยู่ติดกับห้องท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ถัดมาทางด้านทิศตะวันออกมีห้องพักของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ซึ่งมีตรอก (คูเคาะฮฺ) ของท่านอะลี (ร.ฎ.) คั่นระหว่างห้องท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) กับห้องของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) และติดกับห้องท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) มีห้องของท่านหญิงอุมมุสละมะห์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ซึ่งติดกับห้องของท่านหญิงซัยหนับ บินตุ ญะหฺช์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ซึ่งติดกับห้องของท่านหญิงซัยหนับ บินตุ คุซัยมะฮฺ อุมมุลมะสากีน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ตรงปลายตรอก (คูเคาะฮฺ) ของท่านอะลี (ร.ฎ.)

และบริเวณท้ายมัสยิดตรงมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเพิงที่พักของเหล่าสาวกผู้อพยพ (มุฮาญิรูน) ที่เรียกว่า อะฮฺลุศศุฟฟะฮฺ ถัดมาทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นห้องพักของท่านหญิงญุวัยรียะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ถัดมาคือห้องพักของท่านหญิงรอมละฮฺ บินตุ อบีสุฟยาน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) และห้องพักของท่านหญิงเศาะฟียะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ตรงมุมมัสยิดด้านที่อยู่ใกล้กับประตูอัรฺ-เราะหฺมะฮฺ (61)

 

calligraphic_representation_of_muhammad_s_name

 

บ้านนบีแห่งที่สองในนครมะดีนะฮฺจึงหมายถึงกลุ่มของห้องพักบรรดาภริยาของท่านนบี (ซ.ล.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) กับท่านอะลี (ร.ฎ.) ซึ่งอยู่รายล้อมอาคารมัสยิดนะบะวียฺ นับตั้งแต่มุมมัสยิดด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้และจากทางด้านทิศตะวันออก ตลอดจนจากทิศเหนือจนถึงมุมมัสยิดทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ณ ประตูอัรฺ-เราะหฺมะฮฺ ท่านนบี (ซ.ล.) จะพักอยู่ในห้องของภรรยาของท่านตามเวรที่ถูกจัดสรรเอาไว้และบรรดาสมาชิกภายในบ้านนบีแห่งที่สอง ณ นครมะดีนะฮฺนี้คือท่านนบี (ซ.ล.) และบรรดาภริยาของท่านที่สมรสกับท่านหลังการเสียชีวิตของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) รวมถึงท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ท่านอะลี (ร.ฎ.) และบุตร-ธิดาของท่านทั้งสอง เช่น ท่านอัล-หะสัน (ร.ฎ.) และอัลหุสัยนฺ (ร.ฎ.) เป็นต้น

ตลอดระยะเวลา 10 ปีหลังการอพยพสู่นครมะดีนะฮฺ  มัสยิดนะบะวียฺและบ้านนบีคือศูนย์กลางของรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺ ความสัมพันธ์ระหว่างมัสยิดนะบะวียฺกับบ้านนบีเคียงคู่กันอย่างเด่นชัด ในยามที่ท่านนบี (ซ.ล.) มิได้ออกศึกหรือเดินทางไกลภาระกิจของท่านจะวนเวียนอยู่ระหว่างบ้านและมัสยิดของท่านทั้งสองแห่งเป็นพื้นที่เดียวกันในการแสดงบทบาทและการวางแบบอย่างในทุกมิติ ทั้งความเป็นศาสนทูต ประมุขของรัฐ ผู้ตัดสินชำระคดีความ ผู้สั่งสอนและผู้ให้การศึกษา ผู้นำครอบครัวในฐานะสามี บิดา และตาของหลาน รวมถึงความเป็นเครือญาติและมิตรสหาย ทั้งหมดเกิดขึ้นและดำเนินไปในพื้นที่นี้ตราบจนกระทั่งบ้านนบีได้กลายเป็นหลุมฝังศพของท่านในเวลาต่อมาเมื่อท่านได้สิ้นชีวิต

สมาชิกบ้านนบี (อาลุลบัยตินนะบะวียฺ) คือผู้ใด?

นักปราชญ์มีความเห็นต่างในการกำหนดว่า สมาชิกบ้านนบี (อาลุลบัยต์) หมายถึงผู้ใด? เป็น 4 ทัศนะ ดังนี้

สมาชิกบ้านนบี (อาลุลบัยต์) คือบรรดาบุคคลที่ทานบริจาค (เศาะดะเกาะฮฺ) เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขา เป็นทัศนะของอิมามอบูหะนีฟะฮฺ , อัช-ชาฟิอียฺ , อะหฺมัดและนักวิชาการในมัซฮับอัล-มาลิกียฺบางส่วน (62)

สมาชิกบ้านนบี (อาลุลบัยต์) หมายถึง ลูกหลานผู้สืบเชื้อสาย และบรรดาภรรยาของท่านนบี (ซ.ล.) โดยเฉพาะอิบนุ อับดิลบัรฺ ได้เล่าไว้ในอัต-ตัมฮีด เป็นทัศนะของอิมามอิบนุ อัล-อะเราะบียฺ อัล-มาลิกียฺและเป็นริวายะฮฺของอิมามอะหฺมัด ตลอดจนชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺได้เลือกทัศนะนี้ (63)

 

อ่านต่อฉบับถัดไป