ท่านมุญาฮิดกล่าวว่า : อัล-กอสิมเสียชีวิตขณะมีอายุได้เพียง 7 วัน ท่านอัซ-ซุฮฺรีย์ กล่าวว่า อัล-กอสิมเสียชีวิตขณะมีอายุได้ 2 ปี และท่านเกาะตาดะฮฺ กล่าวว่า : อัล-กอสิมมีชีวิตจนเริ่มเดินได้ และนักปราชญ์เห็นตรงกันว่า อัล-กอสิมเป็นบุตรชายคนแรกของท่านนบี(ซ.ล.) ที่เสียชีวิตในขณะเยาว์วัย ศพของท่านถูกฝังที่อัล-หะญูน ณ สุสานอัล-มะอฺลาฮฺเคียงข้างหลุมศพท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ผู้เป็นมารดา (18)

อับดุลลอฮฺ อิบนุ มุฮัมมัด อิบนิ อับดิลลาฮฺ อิบนิ อับดิลมุฏเฏาะลิบ ผู้ได้รับฉายาว่า อัฏ-ฏอยยิบและอัฏ-ฏอฮิรฺ ถือกำเนิด ณ นครมักกะฮฺภายในบ้านนบี  ก่อนการได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตของท่านนบี (ซ.ล.)  บ้างก็ว่าหลังจากนั้น และเสียชีวิตที่นครมักกะฮฺขณะมีอายุไม่ถึง 1 ปี  การเสียชีวิตของท่านอับดุลลอฮฺ อัฏ-ฏอยยิบ อัฏ-ฏอฮิรฺ เป็นเหตุแห่งการประทานสูเราะฮฺอัล-เกาษัรฺแก่ท่านนบี (ซ.ล.) (19)  บ้างก็ว่าสูเราะฮฺนี้ประทานลงมาแก่ท่านนบี (ซ.ล.)  หลังการเสียชีวิตของท่านอัล-กอสิมโดยอัล-อาศ อิบนุ วาอิลได้กล่าวว่า มุฮัมมัดนั้นไร้บุตรสืบสกุลซึ่งชาวอาหรับเรียกว่า อับตัรฺ (20)

ซัยหนับ บินตุ มุฮัมมัด (ซ.ล.)  ถือกำเนิด ณ นครมักกะฮฺในบ้านนบีก่อนหน้าการประกาศศาสนาของท่านนบี (ซ.ล.)  10 ปี ท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เป็นบุตรีคนโตของท่านนบี (ซ.ล.)  และได้รับการอบรมเลี้ยงดูภายในบ้านนบี ท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เป็นบุตรีสุดที่รักของท่านนบี (ซ.ล.) และท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ผู้เป็นมารดา เมื่อท่านนบี (ซ.ล.) ได้รับแต่งตั้งเป็นศาสนทูต

ท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้เข้ารับอิสลามและก่อนหน้าการประกาศศาสนาของท่านนบี (ซ.ล.) และท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ยังมีชีวิต ท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้สมรสกับอบุลอ็าศ อิบนุ อัรฺ-เราะบีอฺ อิบนิ อับดิลอุซซา อิบนิ อับดิชัมส์ อิบนิ อับดิมะนาฟ ซึ่งมารดาของอบุลอ็าศ คือ ฮาละฮฺ บินตุ คุวัยลิด น้าสาวของท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ซึ่งให้กำเนิดอุมามะฮฺและอะลีแก่อบุลอ็าศ  อะลี อิบนุ อบิลอ็าศเสียชีวิตขณะเยาว์วัย ส่วนอุมามะฮฺนั้นมีชีวิตต่อมาและได้สมรสกับท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ตามคำสั่งเสียของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรอฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ผู้เป็นน้าสาวของอุมามะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) (21)

ท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้เข้ารับอิสลามและอพยพสู่นครมะดีนะฮฺก่อนการเข้ารับอิสลามของอบุลอ็าศ เป็นเวลา 6 ปี(22) และการเป็นสามีภรรยาของบุคคลทั้งสองยังคงดำเนินอยู่ต่อมาจนกระทั่งอบุลอ็าศถูกจับเป็นเชลยศึกในสมรภูมิบัดร์ ปีฮ.ศ.ที่ 2 ท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) จึงได้ส่งสังวาลย์ของท่านหญิงซึ่งเป็นของขวัญที่พระนางเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลอฮุอันฮา) มอบให้ในวันที่สมรสกับอบุลอ็าศเพื่อเป็นค่าไถ่ตัวอบุลอ็าศโดยมีเงื่อนไขว่าอบุลอ็าศต้องยอมให้ท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) อพยพไปยังนครมะดีนะฮฺ (23)  บุคคลทั้งสองจึงพรากจากกันจนกระทั่งถึงปีฮ.ศ.ที่ 6

 

prophet-muhammad-house-replica

 

อบุลอ็าศซึ่งเวลานั้นยังไม่ได้เข้ารับอิสลามได้ร่วมกองคาราวานสินค้าของพวกกุรอยช์ไปยังแคว้นชาม อบุลอ็าศได้นำทรัพย์สินของตนและทรัพย์สินของชาวมักกะฮฺที่ฝากเอาไว้เป็นทุนสำหรับการค้าขายที่แคว้นชาม เมื่อทราบข่าวว่ามีกองคาราวานสินค้าของกุรอยช์ผ่านมา ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) จึงส่งกองทหารที่มีซัยด์ อิบนุ หาริษะฮฺ (ร.ฎ.) เป็นแม่กองเข้ายึดทรัพย์ในกองคาราวานสินค้าและจับผู้อยู่ในกองคาราวานเป็นเชลยศึก ฝ่ายอบุลอ็าศสามารถหลบหนีและเข้าสู่นครมะดีนะฮฺในเวลากลางคืนแล้วขอความคุ้มครองกับท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา)

ต่อมาอบุลอ็าศได้กลับสู่นครมักกะฮฺเพื่อมอบทรัพย์สินคืนแก่เจ้าของและเข้ารับอิสลาม พอถึงปีฮ.ศ.ที่ 7 ก็กลับมายังนครมะดีนะฮฺและใช้ชีวิตอยู่กับท่านหญิงซัยหนับ (เราฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้ 1 ปี ท่านหญิงก็สิ้นชีวิตในตอนต้นปีที่ 8 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช (24)

รุกอยยะฮฺ บินตุ มุฮัมมัด (ซ.ล.)  ถูกเรียกขานด้วยกุนยะฮฺว่า อุมมุอับดิลลาฮฺ ถือกำเนิดที่นครมักกะฮฺก่อนการประกาศศาสนาของท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล.)  7 ปี และเข้ารับอิสลามพร้อมกับท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ผู้เป็นมารดาตลอดจนเข้าร่วมสัตยาบันของเหล่าสตรีที่ให้สัตยาบันกับท่านนบี(ซ.ล.) (25)

ท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เคยสมรสกับอุตบะฮฺ อิบนุ อบีละฮับก่อนการอพยพ  ทว่าเมื่อสูเราะฮฺอัล-มะสัดได้ประทานลงมา อบูละฮับผู้เป็นบิดาของอุตบะฮฺได้ยื่นคำขาดให้อุตบะฮฺหย่าท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราฎิยัลลอฮุอันฮา) และพวกกุรอยช์ได้มาหาอุตบะฮฺเพื่อยื่นข้อเสนอเดียวกันนี้ อุตบะฮฺจึงกล่าวว่า หากพวกท่านสมรสบุตรีของอะบาน อิบนุ สะอีด อิบนิ อัล-อาศแก่ฉัน ฉันก็จะหย่ารุกอยยะฮฺ พวกกุรอยช์ก็ตกลง อุตบะฮฺจึงหย่าท่านหญิงรุกอยยะฮฺก่อนที่จะเข้าเรือนหอ (26)

ต่อมาท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้สมรสกับท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (ร.ฎ.) และอพยพไปยังดินแดนอัล-หะบะชะฮฺ (อบิสซิเนีย) พร้อมกับท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ทั้งสองครั้ง ท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้ให้กำเนิดบุตรชายชื่ออับดุลลอฮฺแก่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) เหตุนั้นท่านจึงถูกเรียกขานว่า “อบู อับดิลลาฮฺ” ต่อมาอับดุลลอฮฺได้เสียชีวิตขณะมีอายุได้ 6 ปี เนื่องจากถูกไก่จิกที่ใบหน้าและเกิดอาการอักเสบแผลติดเชื้อ ท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้อพยพสู่นครมะดีนะฮฺหลังจากท่านอุษมาน (ร.ฎ.) และล้มป่วยก่อนหน้าสมรภูมิบัดร์เพียงเล็กน้อย ท่านนบี ﷺ จึงอนุญาตให้ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ไม่ต้องออกศึกและให้พยาบาลท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) จนกระทั่งเสียชีวิตในขณะที่บรรดามุสลิมอยู่ที่ตำบลบัดร์ (27)

อุมมุกุลษูม บินตุ มุฮัมมัด (ซ.ล.) ถือกำเนิดก่อนการประกาศศาสนาของท่านนบี (ซ.ล.) 6 ปี ณ นครมักกะฮฺ และเข้ารับอิสลามพร้อมกับสมาชิกในบ้านนบี ท่านหญิงอุมมุกุลษูม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เคยสมรสกับอุตัยบะฮฺ อิบนุ อบีละฮับน้องชายของอุตบะฮฺ อิบนุ อบีละฮับที่เคยสมรสกับท่านหญิงรุกอยเยาะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) แต่ยังไม่ทันเข้าร่วมห้องหอก็หย่าท่านหญิงอุมมุกุลษูม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เสียก่อนหลังการประทานสูเราะฮฺอัล-มะสัด ลงมาเป็นเหตุให้อบูละฮับบังคับบุตรชายของตนทั้งอุตบะฮฺและอุตัยบะฮฺให้หย่าบุตรีทั้งสองของท่านนบี (ซ.ล.)

 

relipka-rumah-saw

 

ในกรณีของอุตัยบะฮฺนี้ท่านนบี (ซ.ล.) ได้ขอดุอาอฺจากพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ว่า : “สุนัขตนหนึ่งจากบรรดาสุนัขของพระองค์อัลลอฮฺได้สวาปามเจ้าแล้ว” คำว่าสุนัข (กัลบ์) ณ ที่นี้หมายถึงสิงโต ผลจากดุอาอฺนี้ อบูละฮับและอุตัยบะฮฺจึงมีความหวาดกลัวเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเมื่อท่านนบี (ซ.ล.) ขอดุอาอฺแล้วพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ย่อมทรงตอบรับและเรื่องนั้นต้องเกิดขึ้นจริง อุตัยบะฮฺจะออกจากบ้านโดยมีองครักษ์ 2 คนคอยคุ้มกัน ซ้ายขวาอยู่เสมอ แล้ววันหนึ่งอุตัยบะฮฺออกไปทำการค้าขาย ระหว่างทางอุตัยบะฮฺจะนอนหลับตรงกลางโดยมีองครักษ์นอนขนาบอยู่ซ้ายขวา แล้วสิงโตตนหนึ่งก็ออกมาตะปบและลากตัวอุตัยบะฮฺไปทั้ง ๆ ที่อุตัยบะฮฺหลับอยู่ สิงโตตนนั้นก็สวาปามอุตัยบะฮฺเป็นอาหารของตน สิ่งที่ท่านนบี (ซ.ล.) ขอดุอาอฺไว้จึงเป็นจริงตามนั้น (28)

ต่อมาท่านหญิงอุมมุกุลษูม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้อพยพสู่นครมะดีนะฮฺและอยู่ร่วมกับท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ในตอนที่ท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ล้มป่วยและเสียชีวิต หลังการเสียชีวิตของท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ในช่วงเกิดสมรภูมิบัดร์ ปี ฮ.ศ.ที่ 2 ท่านนบี ﷺ ได้มาหาท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (ร.ฎ.) ณ ประตูมัสยิดนะบะวียฺแล้วกล่าวว่า : “โอ้ อุษมาน นี่คือญิบรีล แน่แท้ญิบรีลได้ใช้ให้ฉันสมรสอุมมุกุลษูมให้แก่ท่านด้วยมะฮัรเฉกเช่นมะฮัรฺของรุกอยยะฮฺและบนการครองเรือนเฉกเช่นการครองเรือนกับรุกอยยะฮฺ” (29)

การสมรสของท่านหญิงอุมมุกุลษูม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) กับท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (ร.ฎ.) เกิดขึ้นในเดือนเราะบีอุลเอาวัล ปี ฮ.ศ.ที่ 3 ท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ไม่มีบุตรธิดาให้แก่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) (30) และเสียชีวิตในเดือนชะอฺบาน ปี ฮ.ศ.ที่ 9 (31)  ท่านนบี (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า :

“لَوْكُنَّ عَشْرًالزَوَّجْتُهُنَّ عُثْمَانَ”

“หากว่าฉันมีบุตรี 10 คน แน่นอนฉันย่อมสมรสพวกนางแก่อุษมาน”(32)

ท่านหญิงอุมมุกุลษูม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้อภิบาลอับดุลลอฮฺบุตรชายของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ซึ่งเกิดแต่ท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) และใช้ชีวิตคู่กับท่านอุษมาน (ร.ฎ.) เป็นเวลา 6 ปี เมื่อท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เสียชีวิต ท่านนบี (ซ.ล.) ได้ละหมาดญะนาซะฮฺให้และหลุมฝังศพท่านหญิงในสุสานอัล-บะกีอฺเคียงข้างหลุมศพท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) โดยมีท่านหญิงเศาะฟียะฮฺ บินตุ อับดิลมุฏเฏาะลิบ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ป้าของท่านนบี (ซ.ล.) และอัสมาอฺ บินตุ อุมัยส์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ภรรยาของท่านญะอฺฟัรฺ อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) เป็นผู้อาบน้ำศพท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) และมีท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ท่านอัล-ฟัฎล์ อิบนุ อัล-อับบาส (ร.ฎ.) และท่านอุสามะฮฺ อิบนุ ซัยด์ (ร.ฎ.) เป็นผู้ขุดหลุมศพ (33)

ฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออฺ บินตุ มุฮัมมัด (ซ.ล.) ถือกำเนิด ณ นครมักกะฮฺ ในวันที่ 20 ญุมาดา อัล-อาคิเราะฮฺก่อนการประกาศศาสนาของท่านนบี (ซ.ล.) 5 ปี และขณะนั้นท่านนบี (ซ.ล.) มีอายุได้ 35 ปีซึ่งเป็นช่วงหลังการบูรณะอาคารอัล-กะอฺบะฮฺและการวางหินดำในที่ประดิษฐานโดยท่านนบี (ซ.ล.) ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ  (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ถูกเรียกขานด้วยกุนยะฮฺ (คำนำหน้า) ว่า อุมมุ อบีฮา  , อุมมุลหะสะนัยนฺ , อุมมุลอะอิมมะฮฺ และอุมมุอัร-รอยฺหานะตัยนฺ และมีฉายาว่า อัซ-ซะฮฺรออฺ (สตรีผู้มีใบหน้าเจิดจำรัสมีผิวพรรณขาวนวล) อัล-บะตูล (สตรีผู้ตัดขาดจากโลก) อัฏ-ฏอฮิเราะฮฺ (สตรีผู้บริสุทธิ์) อัศ-ศิดดีเกาะฮฺ (สตรีผู้มีวาจาสัตย์) อัล-มุบาเราะกะฮฺ (สตรีผู้มีสิริมงคล) และอัร-รอฎิยะฮฺ อัล-มัรฎิยะฮฺ (สตรีผู้มีความยินดีต่อการประทานความโปรดปรานของอัลลอฮฺและทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย) (34)

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ถือกำเนิดและเจริญวัยภายในบ้านนบีพร้อมกับพี่สาวทั้ง 3 คนคือ ซัยหนับ รุกอยยะฮฺ และอุมมุกุลษูม (ริฎวานุลลอฮิอะลัยฮินน่า) ท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากท่านนบี (ซ.ล.) และพระนางเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เป็นอย่างดี ในช่วงเยาว์วัยท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้อยู่ร่วมช่วงสมัยแรกแห่งการประกาศศาสนาของท่านนบี (ซ.ล.) ณ นครมักกะฮฺ ได้และเห็นความทุ่มเทและการมีความขันติธรรมตลอดจนเจตจำนงค์อันแรงกล้าของท่านนบี (ซ.ล.) ผู้เป็นบิดาในการเผยแผ่ศาสนาและเผชิญหน้ากับการประทุษร้ายของพวกกุรอยช์ แน่นอนคุณลักษณะดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดสู่ท่านหญิง (เราะฎิยัลลอฮุอุนฮา) อย่างไม่ต้องสงสัย (35)

 

maxresdefault

 

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงเจริญวัยของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ได้แก่

  1. การเริ่มต้นขึ้นสู่ยอดเขาอัน-นู็ร เพื่อปลีกวิเวกในถ้ำหิรออฺ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) และการได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตเพื่อประกาศสาส์นอิสลามในยุคสุดท้ายของท่านนบี(ซ.ล.)
  2. การเริ่มต้นเชิญชวนผู้คนในนครมักกะฮฺสู่การยอมรับในศาสนาอิสลามทั้งในช่วง 3 ปีแรกที่การเผยแผ่เป็นไปอย่างลับ ๆ และการประกาศศาสนาอย่างเปิดเผยหลังจากนั้น
  3. การขัดขวางการประกาศศาสนาของเหล่าผู้ปฏิเสธและการประทุษร้ายต่อบรรดาผู้ศรัทธารุ่นแรกในนครมักกะฮฺ
  4. การปิดล้อมตระกูลฮาชิมและตระกูลอัล-มุฏเฏาะลิบของพวกกุรอยช์เอาไว้ในช่องเขาของนครมักกะฮฺตลอดระยะเวลา 3 ปี จนกระทั่งคนในตระกูลทั้งสองทั้งมุสลิมและมิใช่มุสลิมได้รับความอดอยากอย่างแสนสาหัส การปิดล้อมทางเศรษฐกิจและการตัดสัมพันธ์ที่พวกกุรอยช์ได้กระทำกับท่านนบี (ซ.ล.) และคนใน 2 ตระกูลซึ่งเป็นญาติสนิทของท่านนบี (ซ.ล.) เริ่มต้นขึ้นในปีที่ 7 นับจากการเริ่มประกาศศาสนา และสิ้นสุดลงในปีที่ 10 ในรายงานของมูซา อิบนุ อุกบะฮฺ บ่งชี้ว่าเหตุการณ์การปิดล้อมนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการอพยพของสาวกรุ่นแรกสู่ดินแดนอัล-หะบะชะฮฺ (เอธิโอเปีย) หรือเกิดขึ้นในระหว่างนั้น ส่วนรายงานของอิบนุ อิสหาก บ่งชี้ว่าเกิดขึ้นหลังการอพยพของสาวกรุ่นแรกสู่ดินแดน อัล-หะบะชะฮฺและหลังการเข้ารับอิสลามของท่านอุมัรฺ อิบนุ อัล-คอฏฏอบ (ร.ฎ.) (36)
  5. การสมรสของท่านหญิงซัยหนับ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) และท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) พี่สาวทั้ง 2 คนของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา)
  6. การอพยพครั้งแรกในอิสลามของเหล่าสาวกรุ่นแรกสู่ดินแดนอัล-หะบะชะฮฺ (เอธิโอเปีย) จำนวน 80 คนเศษโดยมีท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (ร.ฎ.) และท่านหญิงรุกอยยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ร่วมอยู่ด้วย (37)
  7. การเดินทางสู่นครมักกะฮฺของกลุ่มบุคคล 30 คนเศษซึ่งเป็นชาวนะศอรอจากดินแดน อัล-หะบะชะฮฺพร้อมกับท่านญะอฺฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) เพื่อพบท่านนบี (ซ.ล.) และกลุ่มบุคคลทั้งหมดนี้ได้เข้ารับอิสลาม ณ ห้องรับรองแขกในบ้านนบี ณ นครมักกะฮฺ(38)และพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ประทานอายะฮฺที่ 52-55 สูเราะฮฺอัล-เกาะศ็อศลงมาในเรื่องของกลุ่มบุคคลดังกล่าว (39)
  8. ปีแห่งความโศกเศร้า (อามุลหุซน์) อันเป็นปีที่ 10 นับแต่การประกาศศาสนาของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ภริยาของท่านนบี (ซ.ล.) และอบูฏอลิบ ลุงของท่านนบี (ซ.ล.) ได้เสียชีวิตห่างกันราว 1 เดือนกับ 5 วัน (40) และขณะนั้นท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) มีอายุได้ 15 ปี (41)

….อ่านต่อในตอนถัดไป

 

ขอขอบคุณ : อ.อาลี เสือสมิง