จากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคอีสาน สร้างความเดือดร้อนในกับประชาชนในวงกว้าง อย่างที่เป็นข่าวทุกวันนี้ จังหวัดอุบลราชธานี ประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรงที่สุด ประชาชนหลายพื้นที่ขาดแคลน น้ำดื่ม อาหารแห้ง ของใช้ต่างๆ มากมาย

เหตุการณ์นี้ทำให้เราได้เห็นถึงน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ที่มีต่อกัน คอยให้การช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องในรูปแบบต่างๆ จากหลายองค์กร มีทั้งออกสื่อและไม่ออกสื่อ ด้านองค์กรมุสลิมสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี หรือกลุ่ม Ummatee Thailand ก็ร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยพี่น้องภาคอีสาน แม้ต่างความเชื่อ สีผิว หน้าตา ภาษา

รายงานวิจัยฉบับนี้ขอพูดถึงเรื่องการบริจาค สำหรับพี่น้องมุสลิม แท้จริงการบริจาคหรือการซอดาเกาะห์มีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นทรัพย์สินอย่างเดียว การช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่าเราก็เป็นซอดาเกาะห์เช่นกัน ส่วนประเด็นที่ว่าเมื่อไหร่จะบริจาคอย่างปกปิด หรือเมื่อไหร่จะบริจาคอย่างเปิดเผยที่หลายคนยังข้องใจ? เรามาหาคำตอบกันกับ “อาจารย์อับดุลอะซีซ (อนุชา) ขำเจริญ” หัวหน้าฝ่ายเผยแพร่สภายุวมุสลิมโลก (WAMY)

 

%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%8b-%e0%b8%82%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%8d-3

 

เป็นที่ทราบดีว่าปัจจุบันนี้ความเสียสละยังเป็นที่ต้องการของสังคมมากมาย ผู้ศรัทธาหลายท่านบอกว่าเป็นผู้ศรัทธาแต่พอพูดถึงความเสียสละหรือว่าความใจบุญสุญทาน ในเรื่องการบริจาคบางครั้งยังขาดในชีวิตของเรา

ซึ่งอัลลอฮฺ(ซบ.) ได้เรียกร้องผู้ศรัทธา ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงบริจาคส่วนหนึ่งที่เราได้ประทานให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่เจ้า ก่อนที่วันหนึ่งจะมาถึงซึ่งวันที่ไม่มีการซื้อขาย ไม่มีการเป็นมิตร ไม่มีการช่วยเหลือ สงเคราะห์ใดๆ ทั้งสิ้น และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา ผู้อธรรมแก่ตัวเอง”

จากอายะห์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าอัลลอฮฺเรียกร้องให้เราบริจาค และเราสามารถที่จะบริจาคสามารถใช้ทุกส่วนของร่างกายเราไปในการช่วยเหลือหรือบริจาคได้ ดังที่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซล.) กล่าวความว่า อวัยวะทุกส่วนของเราสามารถใช้ประโยชน์ช่วยเหลือคนในสังคม หรือใช้สมองออกความคิดนี่ก็ถือว่าเป็นการบริจาค (ซอดาเกาะห์) เช่นเดียวกัน

เล่า จากอะบีมูซา (ร.ด.) จากท่านนบี (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า มุสลิมทุกคนควรต้องบริจาคทานอะบูมูซาถามว่าได้โปรดบอกเถิด ถ้าหากเขาไม่มีอะไรจะบริจาคทาน? ท่านกล่าวว่า ให้เขาใช้มือทั้งสองของเขาทำงานให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง และบริจาคทานเขาถามว่า โปรดบอกเถิดถ้าหากเขาไม่มีความสามารถทำเช่นนั้น? ท่านกล่าวว่า ให้เขาช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างยิ่งเขาถามว่า โปรดบอกเถิดถ้าหากเขาไม่มีความสามารถทำเช่นนั้น? ท่านกล่าวว่า ให้เขาใช้ให้ทำการดีหรือความดีเขาถามว่า ถ้าหากเขาทำไม่ได้? ท่านกล่าวว่า ให้เขาระงับการทำความชั่ว เพราะการทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการบริจาคทาน (รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม)

 

98764153-2

 

ความหมายโดยสรุปคือ ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ซ.ล.) ได้แนะนำประชาชาติของท่านให้บริจาค เป็นการเผื่อแผ่และแบ่งปันแก่ผู้อื่นเป็นประจำตามกำลังความสามารถที่ตนมี อาจเป็นทรัพย์สินหรือกำลังกายก็ตาม โดยท่านได้กล่าวว่ามุสลิมทุกคนควรต้องบริจาคทานถ้าหากเขาไม่มีอะไรจะบริจาค ทาน ให้เขาทำงานให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง (เช่น  ในกรณีน้ำท่วมบางคนไม่มีกำลังที่จะช่วยในเรื่องของทรัพย์สิน แต่มีรถขนของช่วยขนของไปสามารถทำได้ ไปช่วยถือของ) และบริจาคทาน ถ้าหากเขาไม่มีความสามารถทำเช่นนั้น ก็ให้เขาช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างยิ่ง และถ้าหากเขาไม่มีความสามารถทำเช่นนั้นได้ ท่านกล่าวว่า ให้เขาใช้ผู้อื่นให้ทำการดีหรือความดี และถึงขั้นสุดท้ายที่ถ้าหากเขาทำ เช่นนั้นไม่ได้อีก ก็ให้เขาระงับการทำความชั่ว เพราะการปฏิบัติตนเป็นคนดีก็เท่ากับเป็นการบริจาคทานเช่นกัน ไม่ใช่ว่าตัวเองช่วยเหลือใครแล้วฉวยโอกาสช่วงน้ำท่วมไปลักขโมยของเขาอีก

 

และในหะดีษอีกบทหนึ่ง ท่านนบี(ซ.ล.) ได้กล่าวความว่า ข้าขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ความศรัทธายังไม่สมบูรณ์สำหรับผู้ที่นอนหลับ ท้องก็อิ่ม ในขณะที่เพื่อนบ้านของเขากำลังหิวโหย” (บันทึกโดยอัลหัยษะมีย์)

ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน อิสลามสอนไว้โดยภาพรวมให้พวกเราสามารถที่จะทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์ได้ นบี(ซ.ล.) บอกความว่า “จงมีความเมตตาต่อสรรพสิ่งที่อยู่บนโลกใบนี้ ผู้ที่อยู่ชั้นฟ้าคืออัลลอฮฺ(ซบ.) จะเมตตาต่อท่าน” หมายความว่าไม่ว่าจะมนุษย์หรือแม้กระทั่งสิงสาราสัตว์เรายังช่วยได้ และไฉนเล่ากับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเราจะไม่ช่วยเหลือกัน

อีกหะดีษหนึ่งที่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ได้กล่าวกับพวกเราเกี่ยวกับความช่วยเหลือเกื้อกูลมนุษย์ความว่า “มนุษย์ที่ประเสริฐสุดคือ บุคคลที่สร้างประโยชน์ต่อคนอื่น”  คำว่า “มนุษย์ที่ประเสริฐ” ที่ท่านนบีกล่าวหมายความว่าจะเป็นมนุษย์คนไหนเราก็สามารถช่วยเหลือหรือสร้างประโยชน์ให้เขาได้ (ไม่เฉพาะผู้ศรัทธา) นี่คือบุคคลที่ท่านนบีกล่าวว่าประเสริฐสุด ชี้ให้เห็นว่าการทำประโยชน์กับผู้อื่นได้ไม่ว่าใครก็ตามที่เราช่วยเหลือ การทำซอดาเกาะห์สามารถทำได้อยู่ตลอดเวลา

 

menderma

 

การบริจาคมีกี่ประเภท

อัลลอฮฺ(ซบ.) ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ความว่า บรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์ของพวกเขาทั้งในเวลากลางคืน และกลางวัน ทั้งโดยปกปิด และเปิดเผยนั้น พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขา ณ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และไม่มีความกลัวอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นแก่พวกเขา และทั้งพวกเขาก็จะไม่เสียใจ” (ซูเราะห์อัลบากอเราะห์ อายะห์ที่ 274)

จากอายะห์นี้แสดงว่าอัลลอฮฺ(ซบ.) ได้บอกกับพวกเราถึงการบริจาคมี 2 ประเภท คือ 1. บริจาคทั้งในยามที่ลับ (ปกปิดไม่ให้ใครรู้) 2. บริจาคแบบเปิดเผย สามารถให้คนรู้ได้เพื่อต้องการที่จะให้ผู้คนนั้นมาร่วมกันทำความดีร่วมกันบริจาคทั้งในยามกลางวันก็ได้ กลางคืนก็ได้ ท่านนบี(ซ.ล.) สนับสนุนให้เป็นบุคคลที่บริจาค

หากถามว่าการบริจาคแบบไหนที่ประเสริฐที่สุด ? อาจกล่าวได้ว่า การบริจาคไปโดยลับๆ จะดีกว่าเพราะห่างไกลจากการโอ้อวด ห่างไกลจากการลำเลิกในสิ่งที่ตนเองบริจาค

แต่ถามว่าการบริจาคแบบเปิดเผยสามารถทำได้ไหม? ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกับการบริจาคในเหตุการณ์น้ำท่วมเพราะเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนทำความดี

ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งในสงครามยัรมู๊ก ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ได้กล่าวกับบรรดาซอฮาบะห์ให้รวบรวมทรัพย์สินเงินทองเพื่อที่จะออกไปสงคราม ซอฮาบะห์ท่านอุมัรก็ได้นำทรัพย์สินมาครึ่งหนึ่ง และก็เอามาให้กับท่านนบี ท่านนบีถามว่า “ท่านเหลืออะไรไว้” ท่านอุมัรบอกว่า “ฉันเหลือทรัพย์สินไว้ครึ่งหนึ่ง และฉันมีอัลลอฮฺและรอซูลอยู่แล้ว”

เมื่อท่านอบูบักรมาถึงและนำทรัพย์ของท่านทั้งหมดมาให้กับท่านนบี ท่านนบีก็ถามว่า “ท่านเอาทรัพย์ของท่านมาให้เท่าไหร่” ท่านอบูบักรตอบว่า “ฉันเอาทรัพย์สินของฉันมาหมดเลย” ท่านนบีถามว่า “แล้วท่านเหลืออะไรไว้ให้กับครอบครัว” ท่านอบูบักรบอกว่า “ฉันเหลืออัลลอฮฺและรอซูล”

 

71004697_2402264646554424_8528200158016438272_n

 

จากหะดีษดังกล่าวหมายความว่า แม้กระทั่งแข่งขันโดยเปิดเผยในการบริจาคก็เป็นที่อนุมัติเพื่อเป็นการชักจูง เชิญชวนให้ผู้อื่นนั้นร่วมบริจาค สามารถทำได้ แต่หลายคนก็คิดว่า การบริจาคแบบลับๆ จะดีกว่าไหม ก็เป็นการดีกว่า ดังที่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ได้บอกไว้ความว่า “มือขวาบริจาคโดยที่มือซ้ายไม่รู้”

อย่างไรก็ดี อัลลอฮฺ(ซบ.) จึงเน้นย้ำกับพวกเราให้บริจาค และการบริจาคของเรานั้นจะต้องบริจาคในสิ่งที่ดี จากซูเราะห์อาลาอิมรอน อายะห์ที่ 92 ความว่า พวกเจ้าจะไม่ได้คุณธรรมเลยจนกว่าพวกเจ้าจะบริจาคจากสิ่งที่พวกเจ้าชอบ และสิ่งใดที่พวกเจ้าบริจาคไป แท้จริงอัลลอฮฺทรงรู้ในสิ่งนั้นดี” (หมายความว่า สิ่งที่เราบริจาคนั้นต้องเป็นของที่ใช้ได้ ไม่ใช่บริจาคสิ่งของที่ใช้ไม่ได้)

 

การบริจาคหากมีจุดประสงค์เพื่อโอ้อวดจะเป็นอย่างไร?

อัลลอฮฺ(ซบ.) ได้ประณามและถือว่าการบริจาคของเขาไร้ผล พูดง่ายๆ ว่าการบริจาคของเขาจะไม่ได้ผลบุญนั่นเอง

ดังที่อัลลอฮฺ(ซบ.) ได้ตรัสไว้ ความว่า “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงอย่าให้บรรดาทานของพวกเจ้าไร้ผล ด้วยการลำเลิก และการก่อความเดือดร้อน เช่นผู้ที่บริจาคทรัพย์ของเขา เพื่ออวดอ้างผู้คน และทั้งเขาก็ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันปรโลก ดังนั้นอุปมาเขาผู้นั้น ดังอุปมัยหินเกลี้ยงที่มีฝุ่นจับอยู่บนมัน แล้วมีฝนหนัก ประสบแก่มัน แล้วได้ทิ้งมันไว้ในสภาพเกลี้ยง พวกเขาไม่สามารถที่จะได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสิ่งที่ขวนขวายไว้ และอัลลอฮฺนั้จะไม่ทรงแนะนำแก่กลุ่มชนที่ปฏิเสธศรัทธา”  (ซูเราะห์อัลบากอเราะห์ อายะห์ที่ 264)

 

ฝากถึงพี่น้องมุสลิม

หากพวกเจ้าเปิดเผยสิ่งที่ให้เป็นทาน มันก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่ และถ้าหากพวกเจ้าปกปิดมัน และให้มันแก่บรรดาผู้ยากจนแล้วมันก็เป็นสิ่งที่ดีแก่พวกเจ้ายิ่งกว่า และพระองค์จะทรงลบล้างออกจากพวกเจ้า ซึ่งบางส่วนจากาบรรดาความผิดของพวกเจ้า และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกันอยู่” (ซูเราะห์อัลบากอเราะห์ อายะห์ที่ 271)

“จากอายะห์ข้างต้นบ่งชี้ให้เราเห็นว่าทุกคนสามารถที่จะทำคุณงามความดีด้วยกับสิ่งที่ตัวเองมี ไม่ว่าเรานั้นจะมีมากมีน้อย ดังเช่นที่นบี(ซ.ล.) บอกทุกส่วนเราสามารถใช้มันบริจาคได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วติปัญญาในการออกความคิดเห็น มือเราจับต้องในงานที่เราสามารถช่วยเหลือได้ในพละกำลังที่เรามีอยู่ ก็ถือเป็นการซอดาเกาะห์เช่นเดียวกัน แต่ถ้ามีทรัพย์สิน เราก็บริจาคทรัพย์สิน ดังนั้นสำหรับผู้ศรัทธาอยากให้เราตระหนักว่า ทุกอวัยวะในร่างกายของเรามีค่าทั้งหมดถ้าหากว่าเราคิดที่จะทำความดีแล้ว สามารถใช้มันเคลื่อนไหวไปในทำทานได้  ดังนั้นขอให้พวกเราทำความดีกัน” อ.อับดุลอะซีซ กล่าวทิ้งท้าย

…การซอดาเกาะห์เปรียบเสมือนหุ้นดีๆ ตัวหนึ่งที่ไม่มีวันตก ตัวแปรในการเพิ่มไม่ใช่ตัวเลขแต่เป็นผลบุญที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าตัวเรานั้นจะเสียชีวิตลงไปแล้ว ดังที่ท่านรอซูล(ซ.ล.) กล่าวว่า “การซอดาเกาะห์ไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินน้อยลง อัลลอฮฺทรงสัญญาว่าพระองค์จะทดแทนทรัพย์สินที่ได้บริจาคไป” (บันทึกโดย ฏ็อบรอนี,บัยฮะกี)… 

 

ขอขอบคุณ : อ.อับดุลอะซีซ (อนุชา) ขำเจริญ

 

69659858_2381213095329922_3346248598437232640_n