มนุษย์ทุกคนต้องการให้ชีวิตของตัวเองมีความปลอดภัยและมีกิน โดยเฉพาะมนุษย์เพศหญิงที่อ่อนแอ ดังนั้น ผู้หญิงในอดีตจึงต้องการผู้ชายมาคุ้มครองและหาเลี้ยงไม่ว่าตนเองจะเป็นภรรยาลำดับที่เท่าไหร่ของผู้ชายที่เป็นสามีของตน นอกจากนี้แล้ว สัญชาติญาณของความเป็นแม่ยังทำให้ผู้หญิงต้องการมีลูกเพื่อดูแลช่วยเหลือตัวเองในอนาคตหลังจากที่สามีต้องจากไป

ในสังคมเผ่าที่ความเข้มแข็งขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ชาย หัวหน้าเผ่ามักจะมีภรรยาหลายคนโดยหวังว่าจะมีลูกชายหลายคนมาสร้างความเข้มแข็งและสืบทอดอำนาจการปกครองเผ่าต่อไป

การมีภรรยาหลายคนในอดีตจึงเป็นเรื่องธรรมดาหรือเป็นความจำเป็นของสังคมเสียด้วยซ้ำถ้าเราไม่เอาแว่นตายี่ห้อ MONOGAMY (การมีภรรยาเพียงคนเดียว)ที่ฝรั่งคิดขึ้นมาใส่มองสังคมในยุคนั้น

แต่การมีภรรยาหลายคนในอดีตไม่ได้มีการจำกัดจำนวน ปัญหาที่ตามมาก็คือ ในบางกรณี (มิใช่ทุกกรณี) สามีไม่สามารถดูแลภรรยาและลูกๆได้ทั่วถึงและเป็นธรรม

สังคมอาหรับในยุคอวิชชาก่อนหน้าอิสลามก็ไม่แตกต่างไปจากสังคมในส่วนอื่นๆ ของโลก

 

5a1f8ef0-foto-muhammad-lg

 

ในขณะที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนทูตของพระเจ้า นบีมุฮัมมัดแต่งงานเมื่ออายุ 25 ปีกับนางเคาะดีญะฮฺแม่หม้ายเศรษฐีนีวัย 40 ปีทั้งๆที่เวลานั้นท่านสามารถที่จะแต่งงานกับสาวโสดอายุรุ่นน้องคนใดก็ได้ เพราะคุณสมบัติของท่านจัดอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่าเนื้อหอมพอสมควร

หลังแต่งงาน นบีมุฮัมมัดใช้ชีวิตกับภรรยาเพียงคนเดียวในสถานะนายมุฮัมมัดและมีลูกด้วยกัน 6 คน เป็นผู้หญิง 4 คนและผู้ชาย 2 คน แต่ลูกชายทั้งสองคนของท่านได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก

เมื่อท่านได้รับภารกิจการเป็นนบีทำหน้าที่ประกาศสัจธรรมอิสลามในวัย 40 ปี ท่านต้องประสบกับการต่อต้านทุกรูปแบบ นางเคาะดีญะฮฺภรรยาของท่านนี่เองที่ให้การสนับสนุนท่านทั้งทรัพย์สินและกำลังใจจนกระทั่งความตายได้มาแยกคนทั้งสองออกจากกันหลังจากใช้ชีวิตร่วมกันมาเป็นเวลา 25 ปี

เมื่อนางเคาะดีญะฮฺจากไปโดยทิ้งลูกสาวสี่คนไว้ให้รับผิดชอบท่ามกลางภารกิจที่ยากลำบากและการต่อต้านที่รุนแรง ท่านจึงต้องแต่งงานอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาภรรยามาคอยดูแลลูกสาว แม้ท่านจะเลือกแต่งกับหญิงสาวคนใดก็ได้ แต่ท่านเลือกแต่งงานกับนางเซาด๊ะฮหญิงหม้ายที่มีอายุมากกว่าท่าน

การแต่งงานครั้งที่สามของนบีมุฮัมมัดเกิดขึ้นเมื่อสาวกคนสนิทเสนออาอิชะฮฺลูกสาววัยประมาณ 10 ขวบให้แต่งงานกับท่านเพื่อผูกความสัมพันธ์กับนบีที่ตัวเองรักให้แนบแน่นยิ่งขึ้น พิธีแต่งงานมีขึ้นมิได้หมายความว่าจะต้องอยู่ด้วยกันเสมอ จนกระทั่งหลังจากนั้นอีกสี่ห้าปี เมื่อนบีมุฮัมมัดอพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺแล้ว ท่านจึงให้คนมารับตัวเธอไปอยู่ที่มะดีนะฮฺ

การแต่งงานกับนางอาอิชะฮฺมีความสำคัญมาก เพราะเมื่อนบีมุฮัมมัดเสียชีวิตในวัย 63 ปี นางอาอิชะฮฺยังมีอายุยืนยาวต่อไปอีกหลายสิบปี นางจึงเป็นผู้ทำหน้าที่รายงานคำสอนและจริยวัตรของนบีมุฮัมมัดได้ยาวนานกว่าภรรยาคนอื่นๆโดยเฉพาะเรื่องการใช้ชีวิตสามีภรรยาในครอบครัว

 

75561596_1444752572367659_6535911850427547648_n

 

ขณะที่อยู่ในเมืองมะดีนะฮฺ นบีมุฮัมมัดได้แต่งงานกับหญิงอีกหลายคนเพราะเหตุผลบางประการ เช่น ท่านแต่งงานกับหญิงหม้ายสองคนที่มีลูกติด คนหนึ่งสามีทิ้งและอีกคนหนึ่งสามีพลีชีพในสนามรบเพื่ออุปการะหญิงหม้ายทั้งสอง

ท่านแต่งงานกับหญิงบางคนเพราะพระเจ้าสั่งให้แต่งเพื่อลบล้างประเพณีความเชื่อดั้งเดิมของชาวอาหรับที่ไม่อนุญาตให้แต่งงานกับภรรยาของบุตรบุญธรรม เพราะถือว่าบุตรบุญธรรมเป็นเหมือนบุตรโดยสายเลือด

ภรรยาบางคนเป็นลูกสาวของหัวหน้าเผ่าชาวยิวที่แพ้มุสลิมในสงคราม และกฎของสงครามในเวลานั้นคือ ผู้แพ้ต้องตายหรือถูกขายเป็นทาส แต่ท่านนบีได้ขอแต่งงงานกับลูกสาวหัวหน้าเผ่ายิว เมื่อลูกสาวหัวหน้าเผ่ายิวตอบตกลง หลังแต่งงาน นางได้เลื่อนสถานะจากเชลยเป็นภรรยาของผู้นำรัฐอิสลาม และมุสลิมได้ปล่อยคนในเผ่าของนางที่ถูกจับเป็นเชลยเพื่อเป็นของขวัญการแต่งงานของนางกับท่านนบี

สิทธิการมีภรรยาหลายคนได้รับอนุญาตจากพระเจ้าเฉพาะนบีมุฮัมมัดเท่านั้นเพื่อเหตุผลในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในแผ่นดินอาหรับและเพื่อเหตุผลทางกฎหมาย

เมื่อมีสงครามเกิดขึ้นและสาวกของนบีมุฮัมมัดหลายคนต้องเสียชีวิตซึ่งทำให้มีเด็กหญิงกำพร้าและแม่หม้ายเกิดขึ้น คำบัญชาของพระเจ้าจึงได้กำหนดให้มุสลิมสามารถแต่งงานกับผู้หญิงที่ตัวเองพึงใจเพื่อนำไปอุปการะได้ แต่ถูกกำหนดไว้ว่าต้องไม่เกินสี่คนโดยมีเงื่อนไขว่าสามารถให้ความยุติธรรมแก่ภรรยาทุกคนได้ หากเกรงว่าไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้ จงแต่เพียงหนึ่งเท่านั้น

 

ขอขอบคุณ : อ.บรรจง บินกาซัน