ก่อนที่จะมาเป็นมัสยิดย่ามาลุดดีนที่เราเห็นในปัจจุบัน สถานที่หรือที่ดินที่ทำการสร้างมัสยิดนั้นได้รับการอุทิศจาก อัลมัรฮูมฮัจยีอะห์มัด อัลมัรฮูมะห์ชุ่ม เหล็กดี ซึ่งท่านทั้งสองได้อุทิศที่ดินโฉนดเลขที่ 8186 จำนวน 44 ไร่ และอัลมัรฮูมะห์โต๊ะจิเลาะห์ ได้อุทิศให้อีกจำนวน 10 ไร่ เพื่อใช้ทำเป็นสุสาน ดังนั้นจำนวนที่ดินของมัสยิดจึงรวมเป็น 54 ไร่ แต่กฎหมายในสมัยนั้น กำหนดไม่ให้มัสยิดมีที่ดินจำนวนมากกว่า 50 ไร่ คณะกรรมการมัสยิดสมัยนั้นจึงมีมติเห็นชอบตัดแย่งที่ดินในโฉนด 4 ไร่ 4 ไร ที่เกินจาก 50 ไร่ โดยใช้ชื่อนายมานะ(ฮัจยีอับดุลมานาฟ) เหล็กดี บุตรของอัลมัรฮูมฮัจยีอะห์มัด อัลมัรฮูมะห์ชุ่ม เหล็กดี เป็นเจ้าของที่ดิน 4 ไร่นั้นตามโฉนด แต่เป็นที่รู้กันในบรรดาคณะกรรมการมัสยิดว่า โฉนดหรือที่ดินจำนวน 4 ไร่นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของมัสยิด และหลังจากฮัจยีมานาฟ เสียชีวิต ปัจจุบันโฉนดฉบับนี้มีชื่อของนายสมบัติ(ฮัจยียะห์ยา) เหล็กดี บุตรฮัจยีมานาฟ เหล็กดี ผู้ได้รับมรดกตามกฎหมายเป็นเจ้าของโฉนด และในครั้งที่ฮัจยีอับดุลมานาฟยังมีชีวิตอยู่ ยังได้มอบที่ดินของตนจำนวนอีก 4 ไร่ เช่นกันให้กับมัสยิด (คือที่ดินวะกัฟของมัสยิด ซอย 3 ปัจจุบัน) เพื่อใช้จัดหารายได้บำรุงมัสยิด ปัจจุบันที่ดินจำนวน 4 ไร่นี้ มีชื่อนายประเสริฐ(ฮัจยีอับดุรร่อฮีม) เหล็กดี บุตรของฮัจยีอับดุลมานาฟ เหล็กดี ซึ่งได้รับมรดกตามกฎหมายเป็นเจ้าของโฉนด

หลังจากที่อัลมัรฮูมฮัจยีอะห์มัด อัลมัรฮูมะห์ชุ่ม เหล็กดี ได้อุทิศที่ดินจำนวน 44 ไร่ให้กับมัสยิดแล้ว ยังได้ตัดแบ่งขายที่ดินส่วนหนึ่ง เพื่อจะนำเงินไปหาซื้อบ้านเรือนไม้ทรงปั้นหยามาสร้างเป็นมัสยิดในที่ดินที่ตนได้อุทิศไว้ ซึ่งการตัดแบ่งขายที่ดินดังกล่าวได้เงินจำนวน 1,000 กว่าบาท จึงได้นำไปซื้อตัวเรือนบ้านไม้ทรงปั้นหยามาจากฮัจยีโก๊ะ บุตรฮัจยีอ่อง ตำบลพระยาบันลือ จ.พระนครศรีอยุธยา ในราคา 1,000 บาท เมื่อทำการซื้อเป็นที่เรียบร้อย พี่น้องชาวหมู่ 12 และใกล้เคียงหลายท่าน ได้ช่วยกันรื้อและนำล่องใส่เรือมายังหมู่ 12 บางบัวทอง เพื่อสร้างเป็นมัสยิดที่ทำการละหมาด (แทนหลังเก่าซึ่งเป็นมัสยิดหลังคามุงจาก) และเพื่อใช้เป็นสถานที่สอนอัลกุรอานและทำการละหมาดญะมาอะห์และละหมาดวันศุกร์ ซึ่งได้รับการรับรองในการเป็นสถานที่ทำการละหมาดวันศุกร์อย่างถูกต้องตามหลักศาสนาโดย ฮัจยีอับดุลเลาะห์ อับดุลลากาซิม หรือเป็นที่รู้จักกันในนนาม “ครูลอห์สอน” ท่านเป็นผู้ตั้งชื่อให้มัสยิดว่า “มัสยิดย่ามาลุดดีน”

 

dsc00503

 

ผู้ดำรงตำแหน่งอิหม่ามมัสยิดยามาลุดดีนคนแรกคือ ฮัจยีอะห์มัด ดอเลาะ โดยมีฮัจยีมูซา เชื้อผู้อี หรือ “ฮัจยีเปร่ง” เป็นคอเต็บ และฮัจยีซอมัด มัดดอเลาะ เป็นบิหลั่น ต่อมาฮัจยีมูซา ได้ลาออกจากตำแหน่งคอเต็บ เนื่องจากย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ชุมชนอื่น ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ได้ จึงมีการแต่งตั้งให้นายจำเริญ(ฮัจยีหวัง) อรุณสวัสดิ์ ทำหน้าที่ในตำแหน่งคอเต็บแทน ซึ่งอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น ชุดแรกของมัสยิดย่ามาลุดดีน ได้ทำการจดทะเบียนมัสยิด ณ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492

หลังจากได้จดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการได้ประชุมปรึกษาหารือร่วมกับบรรดาสัปปุรุษเพื่อจะปรับปรุงมัสยิดหลังเก่าที่ชำรุด และที่ประชุมได้มีมติให้สร้างมัสยิดหลังใหม่แทนหลังเก่า เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 10 เมตร ยาว 18 เมตร มีหน้ามุก 6 เมตร

เมื่อเวลาล่วงเลยไป มัสยิดย่ามาลุดดีนมีสัปปุรุษเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติศาสนกิจ คณะกรรมการจึงเห็นพ้องต้องกันให้ขยายมัสยิด เพื่อให้เพียงพอแก่สัปปุรุษที่มาใช้มัสยิดในการประกอบอิบาดะห์ ดังนั้น จึงได้มีการต่อเติมตัวอาคารมัสยิด ทางด้านขวา ซ้าย และด้านหน้า จากตัวมัสยิดเดิม เมื่อปี พ.ศ. 2541 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4 ล้านเศษ จึงได้ปรากฏมัสยิดย่ามาลุดดีนอย่างที่เราเห็นปัจจุบัน

 

dsc00500

 

และเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2550 อิหม่ามยะระณี มิงสะเมาะ ได้กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ(ซบ.) จึงได้มีการคัดสรรผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอิหม่ามและคอเต็บที่ยังว่างอยู่ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 ผลปรากฏว่านายอัสอารี หมัดดอเลาะ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอิหม่ามคนต่อมา โดยมีนายยะหะยา(ครูยะห์ยา) ดอเลาะ เป็นคอเต็บ และนายซอ(ฮัจยีอีซา) มิงสะเมาะ เป็นบิหลั่นประจำมัสยิดย่ามาลุดดีนจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ขณะนี้มัสยิดมีโครงการก่อสร้างห้องอาบน้ำศพติดกับอาคารมัสยิด ผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมกับการซอดาเกาะห์ญารียะห์ ติดต่อได้ที่ อิหม่ามอัสอารี หมัดดอเลาะ โทร.086-564-5410 โดยโอนเงินผ่านบัญชี ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สาขาสี่ทศกัณฑ์ ชื่อบัญชี มัสยิดย่ามาลุดดีน เลขที่บัญชี 081-1-02550-0

 

dsc00532

.

dsc00531

.

dsc00509

.

dsc00523

.

dsc00524

.

dsc00536