การขอดุอาอฺหรือการขอพรต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) เป็นอิบาดะห์ที่ทำได้ง่ายที่สุดแต่มีความสำคัญอย่าง มหาศาลการขอดุอาอฺนอกจากจะเป็นการขอความ ช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ(ซบ.)ในเรื่องต่างๆที่ผู้ขอมีความ ต้องการแล้วยังเป็นการสร้างความผูกพันอย่างแนบแน่น ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้าซึ่งจะเป็นแรงจูงใจและ พลังทางจิตใจให้มนุษย์มีความมั่นคงสามารถต่อสู้กับ อุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ ดังนั้นดุอาอฺจึงเปรียบ เสมือนอาวุธของมุสลิมผู้ศรัทธาทุกคนที่สามารถใช้ได้ ทุกครั้งยามที่ประสบกับปัญหาและความยากลำบาก อันเป็นบททดสอบในชีวิตท่านรอซูล(ซ.ล.)ได้กล่าวไว้ มีความว่าดุอาอฺเป็นอาวุธของผู้ศรัทธาเป็นเสาหลัก ของศาสนาเป็นรัศมีแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน (รายงาน โดยอัล-หากิม)

เหตุที่การขอดุอาอฺมีความสำคัญเช่นนี้เพราะ การขอดุอาอฺคือการยอมรับของอัลลอฮฺ (ซบ.) การขอ จากพระองค์เป็นเครื่องหมายว่าบ่าวนั้นศรัทธาต่อพระองค์ ด้วยกับปัจจัยต่างๆ ที่สามารถจะให้แก่บ่าวได้ หัวใจของ การขอดุอาอฺ จึงอยู่ที่การยอมรับในความเกรียงไกรของ ผู้เป็นเจ้านี่เอง เพราะถ้าหากมนุษย์ไม่เชื่อและยอมรับ ในพระเจ้าก็ย่อมต้องไม่มีการขอดุอาอฺจากอัลลอฮฺ(ซบ.) เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺ(ซบ.)จึงมีบัญชาให้มนุษย์ ขอดุอาอฺ พระองค์ทรงรักที่จะให้บ่าวนั้นขอดุอาอฺ ในขณะเดียวกันพระองค์จะไม่ชอบ ถ้าหากมนุษย์ นิ่งเฉยไม่ยอมขอดุอาอฺต่อพระองค์ เพราะถือว่าเป็นการแสดงออกถึงความหยิ่งยโสต่อพระองค์ ผู้ซึ่งมีความเมตตาล้นพ้นต่อปวงบ่าว โดย อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่าและพระผู้เป็นเจ้า ของพวกเจ้าได้สั่งว่าจงขอดุอาอฺจากฉัน แท้จริงบรรดาผู้ยโสในการอิบาดะห์ ต่อฉัน จะต้องเข้านรกญะฮันนัมในสภาพ ที่ต่ำต้อย (อัลกุรอาน ฆอฟิรฺ: 60)

0-9

มนุษย์ทุกคนควรต้องสำนึกว่าไม่มี ผู้ใดอีกแล้วที่รู้ซึ้งถึงความจำเป็นและความ ต้องการของตัวเองมากกว่าพระผู้เป็นเจ้าพระองค์ผู้เดียวคือผู้ที่สามารถขจัดทุกข์ภัย ที่มนุษย์ประสบ พระองค์จะทำให้ความยาก เป็นสิ่งที่ง่าย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือ ของพระองค์และล้วนเป็นไปตามที่พระองค์ ทรงประสงค์ อีกทั้งพระองค์ยังเปี่ยมด้วย ความกรุณาเมตตาที่มากมาย

อั ลลอฮฺ (ซบ.)ได้ ตรั สว่าหรื อมี ผู้ ใดเล่าที่ตอบรับผู้ที่วอนขอยามคับขัน ผู้ที่ขจัด ความชั่วร้ายออกไปและผู้ที่ทำให้พวกเจ้า ได้ปกครองแผ่นดิน (นอกเสียจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ยังมีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ(ซบ.) อีกหรือ?น้อยนักที่พวกเจ้าคิดใคร่ครวญ (อัลกุรอาน ซูเราะห์ อัน-นัมล: 62)

จากสิ่งที่กล่าวข้างต้นได้กล่าวถึงการขอดุอาอฺ ต่ออัลลอฮฺ(ซบ.)และในกัมปงไทยฉบับนี้ อาจารย์อิลยาส (อบูซากิร) นาคนาวาอาจารย์สอนศาสนาและผู้ช่วย ผู้อำนวยการโรงเรียนศาสนูปถัมภ์(คลองเคล็ด) จะเป็นผู้ ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการอวยพร การขอดุอาอฺให้ เข้าใจและชี้ชัด ซึ่งวันสำคัญต่างๆของศาสนาอิสลาม อย่างวันแต่งงานหรือในวาระต่างๆที่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) สอนให้มุสลิมดุอาอฺให้กันในโอกาสวันรื่นเริงหรือวันตรุษ ของอิสลามมีอยู่ 2 วันคือ วันอีดิ้ลฟิตรีและวันอีดิ้ลอัฎฮาท่านนบีสอนให้อ่านคำอวยพรให้แก่กันในวันรื่นเริงนี้ว่าตะก็อบบะลัลลอฮุมินนาวะมินกุม มีความหมายว่าขออัลลอฮฺ(ซบ.) ทรงเปิดรับความดีของเราและ ของท่าน เป็นความห่วงใยที่มีต่อตัวเราและบุคคลอื่น เป็นระยะสำคัญของชีวิตการอวยพรอิสลามนั้น จะเข้าใจในความหมายว่าการดุอาอฺ ฉะนั้นในวาระต่างๆ ของอิสลามนั้นที่อนุญาตให้ขอดุอาอฺ หรือขอพรให้แก่กัน มีวาระเยอะแยะมากมาย และเป็นบทดุอาอฺ ที่ท่านนบี มูฮัมหมัด(ซ.ล.)สอนแก่ประชาชาติของท่านก็คือการของ ดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ เป็นเรื่องของชีวิตที่เราจะต้องพยายาม สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอัลลอฮฺ(ซบ.)ด้วยการ กล่าวดุอาอฺ อย่างเวลาจามก็ให้กล่าวว่าอัลฮัมดุลิลลาฮ เพื่อเป็นการสรรเสริญกับอัลลอฮฺ(ซบ.) เมื่อง่วงนอน หรือหาวก็ให้กล่าว อะอูดุบิลลาฮฺ เพื่อเป็นการขอความ คุ้มครองต่ออัลลอฮฺ(ซบ.)ให้รอดพ้น จากชัยฏอนมารร้าย ที่ถูกสาปแช่งและเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับ อัลลอฮฺ(ซบ.)อยู่ตลอดเวลาเมื่ออิสลามจะอยู่ในสังคมใด ก็ตามจะต้องมีความกล้าที่จะปฏิเสธอำนาจอื่นนอกจาก อัลลอฮฺ(ซบ.) แล้วก็ยึดหลักพระเจ้าองค์เดียวโดยการ กล่าวลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ มูฮัมมาดัรรอซูลุลลอฮฺ คือการกล่าวปฎิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺบนีมูฮัมหมัด เป็นศาสนทูตของ พระองค์ เป็นระยะสอนชีวิตว่าอัลลอฮฺ(ซบ.) เป็นพระเจ้าผู้สร้างส่วนเราเป็นผู้ถูกสร้าง เราจะต้องอิบาดะห์(ภักดี) ต่อพระองค์ และก็เชื่อมโยงมาถึงว่าเมื่ออัลลอฮฺ(ซบ.) เป็นพระเจ้าแล้วภารกิจของชีวิตก็คือ อิยากะนะบุดุวะ อียากะนัสตะอีน ความว่าเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่ เราอิบาดะห์และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความ ช่วยเหลือ เป็นแบบอย่างชีวิต ที่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ได้สาธิตมาให้ดู เมื่อท่านนบีเห็นชนกลุ่มใดปฏิบัติแต่ ท่านนบีก็ไม่ได้เตือนหรือตำหนิและไม่ได้สั่งให้เปลี่ยนแปลง ก็แสดงว่าท่านยอมรับ ในการกระทำของชนกลุ่มนั้น ซึ่งมี อยู่ครั้งหนึ่งท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)ได้เห็นซอฮาบะห์ กลุ่มหนึ่งกำลังรับประทานแย้ ซอฮาบะห์กลุ่มนั้นก็ได้ เรียกท่านนบีมาร่วมกินด้วยท่านนบีได้ปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้ ห้ามหรือดำหนิซอฮาบะห์กลุ่มนั้น แสดงว่าเป็นสิ่งที่อนุมัติ เพราะท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ไม่ได้ห้าม

30380-muslimwoman-muslim-islam-woman-1200w-tn

ดังนั้นอิสลามจะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความ กล้าหาญ กล้าแสดงออก โดยภาพรวมของเราทั้งหมด เราไม่ยอมให้อารมณ์สั่งการชีวิตเพราะอารมณ์เป็นสิ่งที่ สามารถระงับได้ การอีหม่าน(การศรัทธา) จะมีพลัง มากกว่าอารมณ์ ส่วนอารมณ์ที่สั่งการชีวิตได้คืออารมณ์ ที่ขานรับคำเรียกร้องของอัลลอฮฺ(ซบ.)และท่านรอซูล (ซ.ล.) อารมณ์รักที่มีต่ออัลลอฮฺ(ซบ.)และรอซูล(ซ.ล.) ต่อพี่น้อง มุสลิมหรือต่อครอบครัว มุสลิมสามารถรักได้คือรัก เพื่ออัลลอฮฺ(ซบ.) วิธีที่อิสลามสามารถรักได้นั้น จะต้อง รักในหนทางของอัลลอฮฺ(ซบ.)

การขอดุอาอฺหรือการขอพรในอิสลามนั้น สามารถขอให้กันได้ในทุกวาระทุกโอกาส ไม่จำเป็นว่าจะ ขอในช่วงเทศกาลของศาสนิก หรือในวันสำคัญพิเศษอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของอิสลามเพราะท่านรอซูล(ซ.ล.)ไม่ได้ใช้ให้ไป ตามแบบอย่างของชนชาติอื่น อย่างการที่มุสลิมถือศีลอด นั้นก็สามารถดุอาอฺให้แก่กันได้ โดยการขอให้มีสุขภาพ พลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงสามารถถือศีลอดได้ตลอด ทั้งเดือนไม่ขาด ท่านรอซูล(ซ.ล.)ได้ส่งเสริมให้มุสลิมขอดุอาอฺให้มาก ผู้ที่เป็นลูกก็ให้ขอดุอาอฺให้แก่ พ่อแม่ แม้กระทั่งเวลาไก่ขันหรือเวลาฝนตกก็ให้ขอดุอาอฺ ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นอิสลามจะอวยพรหรือขอดุอาอฺให้แก่กัน เนื่องในวันรื่นเริงนั้นจึงมีแค่วันสำคัญทั้ง 2 วัน คือวัน อีดิ้ลฟิตรีและอีดิ้ลอัฎฮาส่วนในวันแต่งงานนั้น ก็สามารถ ขอดุอาอฺให้แก่คู่บ่าว-สาวได้โดยขอให้อัลลอฮฺ(ซบ.) ทรงประทานเนี๊ยะมัต(ความจำเริญ)ให้กับคู่บ่าว-สาว ภาพรวมที่เป็นความดีทั้งหมดอิสลามจึงส่งเสริมให้มี การขอดุอาอฺให้แก่กัน และไม่มีดุอาอฺบทไหนที่จะมาเทียบเท่ากับดุอาอฺที่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)เคยขอไว้ ในท่านนบียูนุซที่เข้าไปอยู่ในท้องปลาวาฬ นบีก็ได้ขอดุอาอฺ ให้กับประชาชาติของท่านด้วย สามารถขอดุอาอฺลับหลัง โดยขอให้กับพี่น้องมุสลิมทั่วโลกให้ได้รับความคุ้มครอง ความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ(ซบ.) เป็นความห่วงใยที่ท่านนบีไม่ได้ขอต่อหน้าแต่ขอแบบลับหลังซึ่งการขอดุอาอฺในลักษณะนี้เป็นอการขอดุอาอฺ ที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงรักมากที่สุด

how-to-get-lost-love-back-in-islam

กล่าวถึงวันเกิดในอิสลามนั้นไม่ได้เป็นโอกาสสำคัญแต่อย่างใดของศาสนาเพราะ เกิดมาแล้วก็ต้องกลับคืนสู่พระองค์ อิสลามจึงส่งเสริมให้มีการขอดุอาอฺให้กันตลอดเวลาแต่ไม่สามารถขอให้เนื่องในโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิด วันครบรอบ หรือในเทศกาลสำคัญๆ ของศาสนิกอื่น อย่าไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ท่านนบีไม่ได้สั่ง นอกจากเป็นวันสำคัญของ อิสลามก็คือวันอีดทั้งสอง วันแต่งงานของอิสลามนั้นสามารถขอดุอาอฺให้แก่กันได้ เมื่อ อัลลอฮฺ(ซบ.)ให้ความกว้างขวางในการขอดุอาอฺเรานั้นอย่าทำให้มันแคบ ส่วนการ ขอดุอาอฺท่านนบมูฮัมหมัด(ซ.ล.) จะขอให้กับมุสลิมทุกคนโดยขอให้ได้รับทางนำที่ดีเป็น ลำดับแรก ขอให้มีการตักวา(ยำเกรง)ต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) ขอให้ได้รับริสกีและมีฐานะที่มั่งคั่ง ร่ำรวยเป็นลำดับสุดท้าย เพราะถ้ามุสลิมรวยแล้วแต่ไม่ได้รับทางนำจากอัลลอฮฺ หรือถ้ารวย แล้วไม่มีการตักวา(ยำเกรง) ต่ออัลลอฮฺก็จะเสียผลประโยชน์และอยู่ในหมู่ผู้ที่ขาดทุนเพราะความรวยนั่นเอง อิสลาม จึงมีวันรื่นเริงที่จะสามารถขอดุอาอฺให้แก่กันได้คือ วันอีดทั้งสองคืออีดิ้ลฟิตรีและอีดิ้ลอัฎฮาและโอกาสในการแต่งงาน ของอิสลาม การกล่าวอวยพรผู้ไม่ใช่มุสลิมเช่นนี้ถือว่าฮะรอม ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นผู้ร่วมงานของเราหรือไม่ก็ตาม หรือหากว่าผู้ไม่ใช่มุสลิมกล่าวอวยพรแก่พวกเราเนื่องในโอกาสวันรื่นเริงของพวกเขาเราก็ต้องไม่ตอบกลับการอวยพรนั้น เพราะมันไม่ใช่วันรื่นเริงของเราซึ่งมันเป็นวันรื่นเริงที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ไม่ทรงอนุมัติ และท่านนบีไม่ได้สั่งใช้ให้ปฏิบัติและ เป็นอุตริกรรมทางศาสนาของพวกกาเฟร บทบัญญัติอิสลามที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ได้ประทานแก่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) แก่มนุษยชาติทั้งมวล พระองค์ทรงตรัสไว้ความว่าและผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน ส่วนการกล่าวรับคำ อวยพรของผู้ไม่ใช่มุสลิมในโอกาสวันรื่นเริงเหล่านี้ถือว่าฮะรอม(ต้องห้าม) และเป็นบาปใหญ่มากกว่าการเริ่มกล่าว อวยพรให้แก่พวกเขาด้วยซ้ำ เพราะการกล่าวรับเป็นสิ่งหนึ่งของการมีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองกับพวกเขาด้วย

นอกจากนี้อิสลามยังไม่อนุญาตให้มุสลิมเลียนแบบผู้ไม่ใช่มุสลิมด้วยการจัดงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสเหล่านี้ หรือแลกเปลี่ยนของขวัญ แจกขนมหวาน อาหารต่างๆ หรือหยุดงานเพื่อเทศกาลนี้ เพราะท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ได้กล่าวว่าความว่าผู้ใดเลียนแบบกลุ่มชนใด เขาก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น ใครก็ตามที่กล่าวอวยพรในลักษณะนี้ แสดงว่าเขาได้กระทำบาป ไม่ว่าจะทำเพื่อเอาใจ เป็นความชอบ หรือสาเหตุอื่นๆ ก็ตาม เพราะการกระทำนั้น ถือเป็นการเอาใจพวกเขาด้วยการแลกกับศาสนาของอัลลอฮฺ(ซบ.)

wp-islamic-prayer-garb-01-fotolia

แบ่งปัน