ถ้าเราจะศึกษาบทกวีอาหรับสักบทหนึ่งผู้เขียนขอแนะนำบทกวีอาหรับในยุคญาฮิลียะฮ์ที่มีชื่อว่า ” อัล- มุอัลละกอต “ เพราะบทกวีเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นบทกวีที่มีชื่อเสียงที่สุดของชาวอาหรับในยุคญาฮิลียะฮ์ ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงให้ความสนใจที่จะศึกษาบทกวีเหล่านี้เป็นอย่างมาก ส่วนสาเหตุที่เรียกบทกวีเหล่านี้ว่าอัล – มุอัลละกอตซึ่งมีความหมายเป็นภาษาไทยว่า ” บทกวีที่ถูกนำมาแขวน หรือถูกนำมาเกี่ยว “ นักวิชาการบางท่านให้เหตุผลว่า บทกวีอัล – มุอัลละกอตนี้นั้นเปรียบเสมือนสายสร้อยที่เกี่ยวติดอยู่กับความทรงจำของผู้คนที่หลงใหลในความงดงาม และความไพเราะของบทกวีเหล่านี้ แต่ถ้าว่านักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่า บทกวีเหล่านี้ถูกเรียกว่าอัล – มุอัลละกอตเพราะบทกวีเหล่านี้ถูกเขียนด้วยน้ำทอง และหลังจากนั้นบทกวีเหล่านี้ก็ถูกนำไปแขวน หรือเกี่ยวติดไว้กับกะอฺบะฮ์ในช่วงเวลานั้น

ท่านผู้อ่านที่เคารพ บางท่านอาจจะมีคำถามขึ้นในใจว่า อิสลามนั้นต่อต้านงานด้านวรรณกรรมร้อยกรอง หรือบทกวีหรือไม่ ??? เพราะบทกวีส่วนใหญ่ถูกประพันธ์ขึ้นมาจากความรู้สึกนึกคิดของนักกวี  จากการศึกษาเราพบว่าในความเป็นจริงแล้วอิสลามไม่ได้ต่อต้านงานวรรณกรรมด้านนี้เลยแม้แต่น้อย หากแต่ว่าอิสลามนั้นต่อต้านแนวทางการประพันธ์บทกวีที่ไร้สาระของนักกวีบางคนต่างหาก  เราจะเห็นได้ว่าคัมภีร์อัลุรอานได้กล่าวถึงนักกวีสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือนักกวีที่หลงผิด และอีกกลุ่มหนึ่งคือนักกวีที่ตั้งมั่นอยู่ในทางนำ โดยพระองค์อัลลอฮฺ ( ซ.บ ) ได้ทรงตรัสไว้ในซูเราะหฺอัชชุอะรออฺว่า

قال الله تعالى :﴿  والشعراء يتبعهم الغاوون * الم تر أنهم في كل واد يهيمون * وأنهم يقولون ما لا يفعلون * إلا الذين آمنوا وعملوا الصالحات وذكروا الله كثيرا وانتصروا من بعد ما ظلموا وسيعلم الذين ظلموا أي منقلب ينقلبون ﴾

سورة الشعراء / 224 – 227

ความว่า ” และบรรดานักกวีนั้นจะมีบรรดาผู้ที่หลงผิดปฏิบัติตามพวกเขา เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่าพวกเขาเหล่านั้นเร่ร่อนไปในทุกแห่งทุกหน และแท้จริงพวกเขาเหล่านั้นพูดในสิ่งที่พวกเขาไม่กระทำ นอกจากบรรดาผู้ที่มีศรัทธา และปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม อีกทั้งยังระลึกถึงพระองค์อัลลอฮฺ ( ซ.บ ) อย่างมากมาย พวกเขาก็จะตอบโต้ป้องกันหลังจากที่พวกเขาถูกข่มเหง และบรรดาผู้ที่อธรรมจะได้รู้ว่าทางกลับอันใดที่พวกเขาจะกลับคืน “ ซูเราะหฺอัชชุอะรออฺ อายะหฺที่ 224 – 227

 

understanding-islam-1024x576

 

นอกจากนั้นแล้วอิสลามยังได้ยึดเอางานวรรณกรรมด้านร้อยกรอง ( บทกวี ) เป็นอาวุธในการเรียกร้องผู้คนทั้งหลายให้หันหน้าเข้าสู่อิสลาม และยังนับว่าการประพันธ์บทกวีนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อศาสนาอีกแนวทางหนึ่งด้วย อิสลามตระหนักถึงคุณค่า และอิทธิพลของงานวรรณกรรมด้านนี้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เองเราจะเห็นได้ว่าท่านร่อซู้ล ( ซ.ล ) ท่านได้สนับสนุนบทกวีที่มีคุณค่า และมีความประหลาดใจกับข้อคิดต่างๆที่มีอยู่ในบทกวีแต่ละบท

ครั้งเมื่อท่านฮัซซาน บิน ซาบิต ได้ขออนุญาติท่านร่อซู้ล ( ซ.ล ) ในการประพันธ์บทกวีตอบโต้กับบรรดามุชรีกีนที่กล่าวเสียดสีท่านร่อซู้ลด้วยบทกวี ท่านร่อซู้ลก็อนุญาติให้ท่านฮัซซาน บิน ซาบิตทำการประพันธ์ได้ และนอกจากนั้นแล้วเราจะเห็นได้ว่าบรรดาอัครสาวกของท่านร่อซู้ล ( ซ.ล ) ก็ดำเนินรอยตามท่านร่อซู้ล ดังนั้นถ้าบทกวีบทใดเป็นบทกวีที่ดี มีประโยชน์ สร้างสรรค์ ให้ข้อคิด พวกเขาก็จะยอมรับ แต่บทกวีที่ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ ไม่สร้างสรรค์ พวกเขาก็จะไม่ยอมรับ และนี่ก็คือจุดยืนของอิสลามที่มีต่อบทกวี

ในฉบับนี้ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่านทุกท่านมารู้จักกับ ดร.ตอฮา หุเซน นักวรรณกรรมยุคใหม่ที่พิการทางสายตาทั้งสองข้าง ซึ่งท่านผู้อ่านบางท่านคงเคยได้ยินชื่อเสียงของนักวรรณกรรมท่านนี้มาบ้างแล้ว ดร.ตอฮา หุเซน เป็นนักวรรณกรรม และนักวิจารณ์ชาวอียิปต์ผู้ยิ่งใหญ่ที่โลกไม่เคยลืมผลงานการประพันธ์ และงานเขียนของเขา ซึ่งในปัจจุบันผลงานการประพันธ์ และงานเขียนของเขานั้นยังคงได้รับความนิยม และเป็นที่สนใจของผู้ที่หลงใหลในงานวรรรกรรมอาหรับศึกษางานเขียนของเขาอย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าเขานั้นจะอำลาจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม

 

p16-1

 

ดร.ตอฮา หุเซน เกิดเมื่อวันที่ 15 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ 1889 ที่จังหวัด มินยา ประเทศอียิปต์ มีพี่น้องทั้งหมด 13 คน ดร.ตอฮา หุเซนเป็นลูกคนที่ 7 ในวัยเด็กเขาใช้ชีวิตเหมือกับเด็กๆชาวชนบททั่วไปวิ่งเล่นตามท้องไร่ท้องนา แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับเขา นั่นก็คือเขาต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างเมื่ออายุ 7 ขวบ สืบเนื่องมาจากอาการโรคตาแดงที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีอันเนื่องมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการ และความยากจนของครอบครัว

ในวัยเด็ก ดร.ตอฮา หุเซน ได้ศึกษา และท่องจำคัมภีร์อัลกุรอานได้เกือบทั้งหมด หลังจากนั้นเขาได้มีโอกาสเดินทางเข้าสู่กรุงไคโรเพื่อศึกษาในระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร (  جامعة الأزهر  )ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาวในสมัยนั้น แต่หลังจากนั้นไม่นาน ดร.ตอฮา หุเซน ก็พบว่าตัวเองนั้นมีความใฝ่ฝันที่จะต้องทำให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ จึงย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอียิปต์ ( الجامعة المصرية )  ซึ่งในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นมหาวิทยาลัยไคโร ( جامعة القاهرة ) ในปี ค.ศ 1908 ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ดร.ตอฮา หุเซน ได้ศึกษาอารยธรรมอียิปต์โบราณ อารยธรรมอิสลาม ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ ปรัชญา และวรรรกรรมอาหรับ จนกระทั่งในปี ค.ศ 1914 ดร.ตอฮา หุเซน ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ภายใต้หัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่อง ” อะบุ้ลอะลาอฺ อัลมะอัรรียฺ “ หลังจากนั้นในปี ค.ศ 1915 ดร.ตอฮา หุเซน ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อ ณ กรุงปารีส ด้านสังคมศาสตร์ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันอันสูงสุดของเขา และแล้วในปี ค.ศ 1919 ดร.ตอฮา หุเซน ก็ได้รับปริญญาดุษฏีบัณฑิตอีกหนึ่งใบหลังจากเขียนวิทยานิพนธ์ภายใต้หัวข้อเรื่อง ” อิบนุคอลดูน “ เสร็จเรียบร้อย

หลังจากกลับจากฝรั่งเศส ดร.ตอฮา หุเซน ได้เข้าทำงานในมหาวิทยาลัยอียิปต์ ในตำแหน่งอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์กรีก และโรมัน จวบจนกระทั่งถึงปี ค.ศ 1925  ก็ย้ายตำแหน่งมาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอาหรับ หลังจากนั้น ดร.ตอฮา หุเซน ได้ผลิตผลงานวิชาการ และผลงานทางด้านวรรณกรรมไว้อย่างมากมาย จนกระทั่งได้รับฉายานามว่า ” ผู้นำแห่งวรรณคดีอาหรับ ” ( عميد الأدب العربي ) ในช่วงชีวิตการทำงานของ ดร.ตอฮา หุเซน ได้รับโอกาสดำรงตำแหน่งสำคัญๆมากมาย อาทิเช่น คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอียิปต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอเล็กซานเดรีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าเราได้ศึกษางานเขียนของ ดร.ตอฮา หุเซน เราก็จะพบว่าท่านได้ทิ้งผลงานการเขียนของท่านเอาไว้ให้ผู้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเกือบ 50 เล่มทีเดียว ซึ่งบางเล่มมีการนำไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากมายหลายภาษา ผลงานชิ้นที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่ง คือ ชิ้นที่ ดร.ตอฮา หุเซน ได้เล่าเรื่องราวชีวิตของเขาผ่านตัวอักษรบนกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่า และเขาได้ให้ชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า ” อัล – อัยยาม “

เหล่าบรรดานักวิชการในสมัยนั้นต่างพากันให้เกรียติ และยกย่องว่า ดร.ตอฮา หุเซน นั้นเป็นนักคิด และนักวรรณกรรมชาวอาหรับผู้ยิ่งใหญ่ และมีความสำคัญมากคนหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ ถึงแม้ว่าจะมีนักวิชาการบางส่วนต่อต้านงานเขียนของเขาอันเนื่องมาจากการสอดแทรกแนวคิดตะวันตกลงไปในชิ้นงานของเขาก็ตาม ดร.ตอฮา หุเซน ได้อำลาจากโลกนี้ไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 28 เดือน ตุลาคม ค.ศ 1973

 

ขอขอบคุณ : ดร.สมชาย (ฮัสบุ้ลเลาะหฺ) เซ็มมี

 

stocksnap_jbsf4gc035-e1503189937647