เข้าเดือน ก.พ. แล้ว ใครหลายคนคงสังเกตได้ว่าช่วงนี้บรรดาร้านต่างๆ จะตกแต่งในโทนสีชมพูดหรือให้บรรยากาศหวานแหววเพื่อรับกับ วันวาเลนไทน์ หรือ วันแห่งความรัก ในวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่กำลังแทรกซึมในประเทศทั่วโลก และตอนนี้ก็กำลังเข้ามาในวัฒนธรรมมุสลิมด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้เราจึงมาพูดเพื่อตระหนักว่ามุสลิมเราควรมีจุดยืนกับวัฒนธรรมนี้อย่างไร

ท่านนะบีย์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า “ขอยืนยัน พวกท่านจะเดินตามแนวทางผู้ที่อยู่ก่อนหน้าพวกเจ้าทีละคืบ ทีละศอก จนกระทั่งพวกเขาเข้ารูแย้ (ที่สกปรก) พวกท่านก็ตามมันเข้าไป บรรดาซอฮาบะฮ์เรียนถามว่า โอ้ ท่านร่อซูลุลอฮ์ (ตาม) พวกยิวและพวกนะศอรอกระนั้นหรือ? ท่านร่อซูลลลอฮ์ ตอบว่า แล้วจะใครอีกเล่า” (รายงานโดยอัลหากิม, หะดีษลำดับที่ 8506)

ความเป็นมาของวันวาเลนไทน์

เป็นที่ทราบกันดีว่าวันวาเลนไทน์ (Valentine day) เป็นวัฒนธรรมตะวันตก มีความเป็นมาอย่างไรและมีความลึกซึ้งแค่ไหนนั้นแม้แต่ชาวตะวันตกซึ่งเป็นเจ้าของวัฒนธรรมเองก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ดังที่ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ความรักจากวาเลนไทน์สู่ความเป็นไทย ว่า

“เรื่องราวเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์นั้น ก็เป็นเรื่องที่คลุมเครือจะสืบหาประวัติที่แน่นอนอะไรก็ไม่ได้ ได้แต่สันนิษฐานกันไป ไม่มีต้นกำเนิดของเรื่องและความเป็นมาที่ชัดเจน ในหนังสือหลักๆ เท่าที่สันนิษฐานกัน พอสรุปได้ว่า

1 . วันวาเลนไทน์นี้ เดิมเป็นเทศกาลฉลองความเจริญพันธุ์ของพวกโรมันโบราณ ซึ่งเป็นการระลึกถึงเทพเจ้าลูเปอร์คุส (เทพแห่งความเจริญพันธุ์) ต่อมาภายหลังจึงได้รับเอาเข้ามาเป็นของคริสต์ศาสนา โดยโยงเข้ากับเรื่องการพลีชีพเพื่อศาสนาของนักบุญชื่อ วาเลนไทน์ ซึ่งมีวันฉลองใกล้กัน (ของเดิม 15 กุมภาพันธ์ ส่วนของนักบุญ วันที่ 14 กุมภาพันธ์)

2 . ว่ากันว่า เซนต์วาเลนไทน์ เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์ ซึ่งถูกประหารชีวิตในกรุงโรม เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณ ค.ศ. 269 หรือ 270 และมีสองท่านชื่อซ้ำกัน แต่ประวัติศาสตร์ของทั้งสองท่านเป็นเรื่องเล่ากันมาแบบปรัมปรา ซึ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นเรื่องเล่าต่างกัน แต่ตัวบุคคลเป็นคนเดียวกัน

3 . การฉลองวันเลนไทน์เริ่มมีขึ้นในสมัยกลางของยุโรป แต่การที่ถือว่าเซนต์วาเลนไทน์เป็นนักบุญผู้อุดหนุนคู่รักเป็นเรื่องที่กลายมาในช่วงหลัง โดยถือว่า เป็นผู้ช่วยเหลือคนมีความรักที่ตกอยู่ในความทุกข์ถูกบังคับ

4 . การที่วันที่ระลึก เซนต์วาเลนไทน์ กลายมาเป็นวันแห่งความรัก เป็นเรื่องบังเอิญซึ่งที่จริงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเซนต์วาเลนไทน์เลย แต่เรื่องมาโยงกันและกลายไป คงจะเนื่องจากชาวยุโรปสมัยกลาง มีความเชื่อว่านกเริ่มฤดูผสมพันธุ์ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์”

 

A member of Indonesia's conservative Islamic organization Hizbut Tahrir holds a placard during an anti-Valentine's Day protest outside a school in Surabaya city, eastern Java island on February 13, 2015. Muslim clerics across Indonesia have warned against celebrating Valentine's Day, which they regard as Western celebration that promotes sex, drinking alcohol and drug use. AFP PHOTO / JUNI KRISWANTO

 

อิสลามกับวันวาเลนไทน์

คุณค่าและการปลูกฝังความรักในอิสลามไม่ได้จำกัดวันเพียงแค่วันใดวันหนึ่ง แต่อิสลามมีหลักการและข้อกำหนดเกี่ยวกับเรื่องความรัก เพราะความรักคือความรู้สึกที่ดีงามและเป็นความเมตตาเห็นอกเห็นใจต่อกัน การแสดงถึงความรักในอิสลามนั้น จะต้องไม่ขัดกับหลักการและอยู่บนพื้นฐานของศาสนา ดังนั้นเรื่องความรักที่อิสลามให้การส่งเสริมและให้คุณค่า ก็คือ ความรักต่ออัลเลาะฮ์ ต่อร่อซูลของพระองค์ และต่อบรรดามุสลิมทั้งหลาย อัลเลาะฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า
“และบางส่วนจากมนุษย์ มีผู้ที่ยึดเอาสิ่งอื่นจากอัลเลาะฮ์มาเป็นคู่เคียง (กับพระองค์) พวกเขารักสิ่งเหล่านั้น ประดุจเดียวกับเขารักอัลเลาะฮ์ และบรรดาผู้มีศรัทธาทั้งหลายนั้น ย่อมมีความรักอันลึกซึ้งที่สุดต่ออัลเลาะฮ์” [อัลบะก่อเราะฮ์: 16]

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
“พวกท่านจงรักอัลเลาะฮ์ด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้กับพวกท่าน จากบรรดาสิ่งอำนวยสุขต่างๆ ของพระองค์ และพวกท่านจงรักฉันเนื่องจากความรักของอัลเลาะฮ์ที่มีต่อฉัน” (รายงานโดยท่านอัตติรมิซีย์, หะดีษลำดับที่ 3789)

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าเช่นกันว่า
“ขอสาบานด้วยผู้ที่ชิวิตฉันอยู่ในอำนาจของพระองค์ พวกท่านจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าพวกท่านจะศรัทธา และพวกท่านจะไม่มีศรัทธาอย่างแท้จริง จนกว่าพวกท่านจะมีความรักต่อกัน เอาไหม ฉันจะบอกสิ่งหนึ่งที่พวกท่านปฏิบัติแล้ว พวกท่านจะรักกัน นั่นคือ พวกท่านต้องให้สะลามต่อกัน” (รายงานโดยมุสลิม, หะดีษลำดับที่ 54)

ดังนั้นการแสดงความรักเป็นพิเศษในวันวาเลนไทน์ จึงเป็นการเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกและเป็นการให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่นักบวชที่มีนามว่า “วาเลนไทน์” ซึ่งดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เป็นการกระทำที่อยู่บนหลักการของอิสลาม ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า
“ผู้ใดเลียนแบบชนกลุ่มหนึ่ง เขาย่อมเป็นส่วนหนึ่งจากพวกเขา” (รายงานโดยอะบูดาวูด, หะดีษลำดับที่ 4031)

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“ผู้ใดที่อุตริกรรมขึ้นมาใหม่ในการงานของเรานี้กับสิ่งที่ไม่มี (รากฐาน) มาจากมันย่อมถูกปฏิเสธ” (รายงานโดยอัลบุคอรีย์, หะดีษลำดับที่ 2550)

เพราะฉะนั้น การปลูกฝังความรักในอัลเลาะฮ์และร่อซูลของพระองค์ และการแสดงความรักต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน เป็นฟัรฎูในทุกเวลาและวโรกาส ไม่ใช่มาจำกัดความรักเพียงแค่วันวาเลนไทน์

ที่มา : www.sunnahstudent.com

แบ่งปัน