ถึงช่วงการเปิดภาคเรียนทีไร เราจะได้เห็นข่าวโรงจำนำหลายแห่งคึกคักเป็นพิเศษ ผู้ปกครองที่หมุนเงินไม่ทันมีความจำเป็นต้องใช้เงินในช่วงเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่แห่นำของไปจำนำ เพื่อไปจ่ายค่าเทอม, ซื้อชุดนักเรียน, รองเท้า, กระเป๋า เป็นต้น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยแต่ละโรงจำนำก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่เงื่อนไข ถ้าเป็นโรงรับจำนำของรัฐบาลก็จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยให้กับประชาชนด้วยในช่วงนี้

ตามหลักการอิสลามแล้วห้ามมุสลิมยุ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ย ในกรณีนี้พี่น้องมุสลิมจะทำอย่างไรหากมีความจำเป็นต้องใช้เงิน หมุนเงินไม่ทัน เราจะสามารถนำของที่มีไปจำนำได้หรือไม่ การจำนำที่ถูกต้องตามหลักการอิสลามเป็นอย่างไร?

สกู๊ปข่าวฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก “อ.อำนาจ (อับดุลอะซีซ) มะหะหมัด” หัวหน้าศูนย์ศึกษาโลกมุสลิม สถาบันวิทยาการอิสลามและอาหรับศึกษา ม.รังสิต, เจ้าของสถานพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กฮานีน คลองหลวง จ.ปทุมธานี และประธานมุสลิมศรีปทุมมูลนิธิ ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี มาช่วยไขข้อข้องใจในประเด็นดังกล่าว

อ.อำนาจ กล่าวว่า “การจำนำแบบระบบทั่วไปในประเทศไทยมุสลิมไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การจำนำ จำนองที่ถูกต้องตามหลักการอิสลามสามารถทำได้ (ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ)”

“การจำนำ จำนองตามศัพท์เดิมหมายถึง “การควบคุม” หรือ “การคุมขัง” ตามศัพท์ศาสนาหมายถึง “การให้ทำสิ่งหนึ่งเป็นหลักประกันการกู้”  เรียกในภาษาอาหรับว่า อัร-เราะฮฺนุ (اَلرَّهْنُ) หมายถึง การที่ลูกหนี้นำหลักทรัพย์ไปวางแก่เจ้าหนี้ เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ทันตามกำหนด”

เคล็ดลับ(ฮิกมะห์)ในการบัญญัติการจำนำจำนอง

การจำนำจำนองถูกบัญญัติขึ้นเพื่อรักษาทรัพย์สิน มิให้สิทธิของเจ้าหนี้สูญหายไป เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ ผู้จำนำจำเป็นต้องชดใช้หนี้ หากเขาปฏิเสธการชดใช้และเขาได้อนุญาตให้ผู้รับจำนำขายทรัพย์จำนำได้ ผู้รับจำนำก็ทำการขายมันไปเองแล้วมาชดใช้หนี้ หากไม่เช่นนั้นแล้ว(ผู้จำนำไม่อนุญาต) ศาลก็จะบังคับให้ผู้จำนำชดใช้หนี้หรือทำการขายสิ่งจำนำ(เอามาชดใช้) หากเขา(ผู้จำนำ)ไม่ยอมขาย ศาลก็จะทำการขายทรัพย์จำนำนั้นเองแล้วนำราคาของมันมาชดใช้หนี้แก่เจ้าหนี้(ผู้รับจำนำ)

การจำนำจำนองเป็นอมานะห์(ความรับผิดชอบ)ในมือของผู้รับจำนำเองหรือตัวแทนของเขา ถือว่าเขาไม่ต้องชดใช้หากเสียหายยกเว้นเขาจะละเมิด(เจตนาทำให้เสียหาย)หรือละเลย(ไม่ดูแลให้ดี)

และการจำนำ จำนอง จะกระทำขึ้นในการกู้ยืม ในเมื่อผู้ให้ยืมไม่มั่นใจว่า จะได้รับของที่ให้กู้ไป กลับคืนมาหรือไม่ จึงต้องมีหลักประกันว่า หากผู้กู้ยืมไม่สามารถส่งคืนของที่ยืมแล้ว ผู้ให้ยืมสามารถจัดการกับของที่ถือไว้เป็นหลักประกันนั้นได้ จะโดยทั้งหมด หรือบางส่วนก็ขึ้นอยู่กับมูลค่าของสิ่งของที่ให้กู้ยืมไปเป็นสำคัญ นี่คือรูปแบบของการจำนำ จำนองที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่หนทางในการได้มา ซึ่งผลกำไรที่ไม่ชอบธรรมด้วยการขูดรีด หรือความเห็นแก่ตัวของผู้ให้กู้

 

59e72e039759419e5c053f97c9403813be04aa1490ba82d87cbdb8055cc61c50

 

องค์ประกอบของการจำนำ จำนอง มีดังต่อไปนี้

  1. ข้อตกลงสองฝ่าย คือ ผู้จำนำ จำนอง และผู้รับจำนำ จำนอง
  • ผู้จำนำจำนอง หมายถึง ลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนำจำนอง
  • ผู้รับจำนำจำนอง หมายถึง เจ้าหนี้ของผู้จำนำจำนองที่จะต้องนำหลักทรัพย์ไปวางไว้กับผู้รับจำนำจำนองเพื่อประกันการชำระหนี้

เงื่อนไขของคู่ตกลงสองฝ่ายมีดังนี้

  • ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเกณฑ์บังคับของศาสนา หมายถึง มีสติสัมปชัญญะ บรรลุศาสนภาวะ(บาลิฆ)
  • เป็นผู้ครอบครองทรัพย์โดยสมบูรณ์ในทรัพย์ที่นำมาวางประกันหนี้ หรือทรัพย์ที่ให้ยืม หมายความว่าคู่ตกลงสองฝ่ายมีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการดำเนินธุรกรรมใดๆ กับทรัพย์นั้น เช่นนำไปบริจาคหรือนำไปขาย
  • กระทำโดยสมัครใจ คือ ผู้จำนำจำนอง จะวางหลักทรัพย์ของตนไว้เป็นประกันการชำระหนี้ด้วยความสมัครใจ และผู้รับจำนำจำนอง ก็จะต้องรับจำนำจำนองด้วยความสมัครใจ ดังนั้นถ้าหากผู้จำนำจำนองถูกบังคับให้จำนำจำนอง หรือผู้รับจำนำจำนองของถูกบังคับให้รับจำนำจำนอง การจำนำจำนองนั้นถือว่าใช้ไม่ได้ จะไม่มีผลและข้อกำหนดใดๆ ติดตามมา

ส่วนในกรณีของผู้เยาว์ที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะหรือผู้ที่ปัญญาอ่อนมีผู้ปกครอง (วะลี) หรือผู้ได้รับการสั่งเสียให้ดูแล (วะซีย์) ไม่อนุญาตให้บุคคลทั้งสอง (วะลี-วะซีย์) จำนำจำนองทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน

ในทำนองเดียวกัน ไม่อนุญาตให้บุคคลทั้งสองนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่ตนปกครองอยู่มารับจำนำ แต่มีข้อยกเว้นอยู่สองกรณีที่อนุญาตให้บุคคลทั้งสอง (วะลี-วะซีย์) จำนำจำนองของและรับจำนำจำนองทรัพย์ของผู้เยาว์ได้ คือ

ก.  ในกรณีที่คับขัน อาทิเช่น บุคคลทั้งสองมีความจำเป็นต้องหาค่าใช้จ่ายเพื่อมาเลี้ยงดูผู้เยาว์ในปกครองของตน เช่น ซื้ออาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือกลัวว่าทรัพย์สินนั้นจะถูกแย่งชิงหรือถูกลักขโมยไป โดยให้ขายทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปเป็นเงินเชื่อหรือให้กู้ยืมไป โดยมีการวางหลักทรัพย์ไว้เป็นประกันการชำระหนี้จากฝ่ายผู้ซื้อหรือฝ่ายที่ กู้ยืม

ข. การจำนำจำนองและการรับจำนำจำนองของนั้นต้องเกิดประโยชน์อย่างชัดเจนแก่ผู้เยาว์ โดยหลักทรัพย์ที่นำไปจำนำจำนองนั้นต้องอยู่กับผู้ที่ซื่อสัตย์ ร่ำรวย และมีพยานรับรู้ตลอดจนจะต้องมีระยะเวลาไม่ยาวนานตามจารีตประเพณี

  1. ถ้อยคำที่ใช้ตกลงกัน

ถ้อยคำที่คู่ตกลงสองฝ่ายใช้ตกลงกัน คือ ถ้อยคำเสนอ (อีญาบ) และถ้อยคำสนอง (กอบูล) ซึ่งแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายมีความต้องการทำข้อตกลงจำนำจำนอง ด้วยความสมัครใจ เช่น ผู้จำนำกล่าวว่า “ฉันจำนำรถคันนี้เป็นประกันการชำระหนี้แก่ท่าน” ผู้รับจำนำก็กล่าวตอบว่า “ครับ ผมรับจำนำ” เป็นต้น

  1. หลักทรัพย์ที่ถูกจำนำจำนอง

คือ หลักทรัพย์ที่ผู้จำนำจำนองนำไปวางไว้กับผู้รับจำนำจำนอง เพื่อให้ผู้รับจำนำจำนองยึดไว้เป็นประกันการชำระหนี้ของตน เงื่อนไขของหลักทรัพย์ในการจำนำของ คือ

  • ต้องเป็นวัตถุที่เป็นทรัพย์สิน จะเป็นประเภทสังหาริมทรัพย์ หรือ อสังหาริมทรัพย์ก็ได้
  • ต้องเป็นสิ่งที่ซื้อขายได้ หมายความว่ามีเงื่อนไขของการเป็นสินค้าที่ศาสนาอนุญาตให้ซื้อขายได้โดยครบถ้วน

ดังนั้นทรัพย์สินที่เป็นที่ต้องห้ามตามหลักศาสนา เช่น สุนัข สุกร หรือสิ่งที่มึนเมา เป็นต้น หรือทรัพย์สินที่ขายไม่ได้ หรือทรัพย์สินที่คลุมเครือ เช่น ลูกสัตว์ที่อยู่ในท้อง หรือผลไม้ที่ยังไม่ออกผลจะนำมาเป็นทรัพย์ประกันไม่ได้

และไม่อนุญาตให้ผู้รับจำนำจำนองใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่ถูกจำนำจำนองไว้ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าหากว่าเขาใช้ประโยชน์ก็เท่ากับเขารับดอกเบี้ย ส่วนผลผลิตที่เกิดจากทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันนั้น ถือเป็นสิทธิของผู้จำนำจำนอง ไม่ใช่สิทธิของผู้รับจำนำจำนองแต่อย่างใด

 

379646-01

 

สำหรับสัตว์ที่ถูกจำนำจำนองนั้น ผู้ที่รับจำนำจำนองต้องออกค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้แก่มัน และผู้ที่รับจำนำสามารถใช้ประโยชน์มันได้ในการขี่หรือรีดนมตามขนาดค่าใช้ จ่ายที่เขาได้ออกไป ทั้งนี้ถือตามทัศนะของอิหม่าม อะห์หมัด (ร.ฮ.) แต่นักปราชญ์ส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ถูกนำมาจำนำจำนองโดย อาศัยหลักนิติศาสตร์ที่ว่า “การให้ยืมโดยหวังผลประโยชน์เพิ่มเติมถือว่าเป็นดอกเบี้ย”

นักกฎหมายอิสลามมีความเห็นว่า แม้ผู้กู้อนุญาตให้ผู้ให้กู้ใช้ประโยชน์จากสิ่งของที่นำมาจำนำ จำนอง และถือเป็นเงื่อนไขในการกู้ยืม หรือเป็นจุดประสงค์ในการจำนำ จำนอง หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับผู้ให้กู้จะใช้ประโยชน์ได้ เพราะเข้าลักษณะคลุมเครือกับดอกเบี้ย

ดังนั้น นักกฎหมายอิสลาม จึงมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ผลประโยชน์ที่ได้จากสิ่งจำนำ จำนอง เช่น เครื่องทองรูปพรรณที่ได้จากการจำนำ หรือค่าเช่า ตลอดจนผลประโยชน์ในที่ดินที่ถูกจำนอง เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กู้หรือเจ้าของเดิม เพราะผลประโยชน์นั้น เป็นสิ่งที่ได้รับจากกรรมสิทธิ์ของเขา ถ้าหากผู้ให้กู้ซึ่งเป็นผู้รับจำนำ จำนอง เอาค่าเช่า หรือผลประโยชน์ อันได้จากการจำนำ จำนอง ถือว่าเขาเป็นผู้รับดอกเบี้ย หากผู้ให้กู้รับประโยชน์เมื่อสะสมแล้ว เทียบเท่ากับมูลค่าที่ได้ให้กู้ไปแล้วนั้น ต้องส่งมอบสิ่งที่จำนำ จำนองแก่ผู้กู้ทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่อนุมัติให้กระทำได้

 

ในสมัยท่านนบีมีการจำนำหรือไม่อย่างไร?

อ.อำนาจ ได้ยกตัวอย่างว่า ในสมัยท่านนบีมีการจำนำ โดยท่านนบีเองก็เคยจำนำเสื้อเกราะเหล็กกับชาวยิว ดังรายงานจากท่านหญิงอาอิชะห์ รอฎิยัลลอฮุฮันฮา ว่า

«أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيهِ وَسَلَّم اشْتَرَى طَعَاماً مِنْ يَـهُودِيٍّ إلَى أَجَلٍ وَرَهَنَـهُ دِرْعاً مِنْ حَدِيدٍ». متفق عليه

ความว่า “แท้จริงท่านนบี(ซ.ล) ได้ซื้ออาหารจากชาวยิวคนหนึ่งแบบสินเชื่อ(คือติดหนี้ไว้ก่อน) และท่านได้จำนำเสื้อเกราะเหล็กไว้กับเขาผู้นั้น” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลข 2068 และรายงานโดยมุสลิม หมายเลข1603)

สำหรับผู้ที่จำเป็นใช้เงิน แต่กู้ตามระบบธนาคารอิสลามไม่ผ่านจะมีทางออกอย่างไร เช่น เครดิตไม่มี แต่ต้องจ่ายค่าเทอมค่าชุด

อ.อำนาจ กล่าวต่อว่า “ระบบการเงิน การธนาคาร ตลอดจนสถาบันการเงินในระบบต่างๆ ได้ดำเนินกิจการด้วยระบบดอกเบี้ย ที่เกี่ยวกับหนี้สิน โดยการเก็บดอกเบี้ยในอัตราสูง หรือหลักการทดแทนหนี้ที่จำเป็นต้องชำระด้วยกับการสร้างหนี้ตัวใหม่ คือการทบอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเช่นเดียวกับผู้ที่กินดอกเบี้ยในยุคญาฮิลียะห์

“บทบัญญัติอิสลามไม่อนุมัติการซื้อขายหนี้ด้วยหนี้ทุกรูปแบบ เนื่องจากท่านศาสดา (ซ.ล.) ห้ามการซื้อขายหนี้ด้วยหนี้”

อย่างไรก็ดี การใช้บัตรเครดิตในอิสลามกับยังเป็นปัญหา เนื่องจากในปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีสถาบันการเงินที่ให้บริการ Islamic Credit Card หรือ บัตรเครดิตแบบอิสลามดังนั้น อย่างที่ทราบกันดีว่า หากสามารถนำบัตรเครดิตทั่วไปใช้รูด ซื้อสินค้าหรือบริการ มุสลิมจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ย (Riba) หรือค่าเบี้ยปรับ (ถือเป็นดอกเบี้ยชนิดหนึ่ง) โดยหลักการของอิสลามในการไม่ยุ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ยนั้นซึ่งเป็นบาปใหญ่ที่มุสลิมทุกคนควรหลีกเลี่ยง ซึ่งรวมถึงการรับดอกเบี้ยและการจ่ายดอกเบี้ย

และถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐตามระบบอิสลามคือ การสร้างหลักประกันทางสังคมให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากในสังคมหนึ่ง ย่อมมีทั้งคนยากจน และคนร่ำรวย บทบัญญัติของอิสลามได้พยายามอุดช่องว่างความต้องการของคนจน ในทุกรูปแบบโดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับระบบอุปการะ เพื่อขจัดปรากฏการณ์การเจ็บป่วยของสังคม

ฉะนั้นจึงเป็นอมานะห์ (ความรับผิดชอบ) ของผู้นำในแต่ละระดับที่จะหวนกลับมาคิดในข้อนี้ ในการสร้างหลักประกันทางสังคมให้สมาชิกหรือผู้อยู่ภายใต้การดูแล โดยเฉพาะในเรื่องปากท้องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาว่าจะต้องจัดกองทุนกู้ยืมในรูปแบบอิสลาม หรือสหกรณ์อิสลาม เพื่อเป็นทางออกให้กับบุคคลที่มีปัญหาเรื่องการเงินในช่วงเปิดเทอม ซึ่งในปัจจุบันก็มีองค์กรที่จัดกองทุนเด็กเรียนดี กองทุนการศึกษา กองทุนซะกาตให้แก่ผู้ด้อยโอกาสบ้างแล้วในสังคม เช่นคณะกรรมการอิสลามกรุงเทพมหานคร มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ฯลฯ แต่ปริมาณความต้องการยังมีอีกมาก จึงขอร่วมรณรงค์ให้องค์กรต่างๆ ในสังคมหันมาช่วยในประเด็นเศรษฐกิจด้านนี้กันให้มากๆ เพื่อสนองต่อความต้องการของผู้ปกครองในฤดูกาลเปิดเทอมนี้”

 

ad1f243f46e46c227a6c6fbde7d673e8

 

ฝากถึงพี่น้องมุสลิม

“ประการแรกให้ห่างไกลจากเรื่องดอกเบี้ย เพราะ กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับดอกเบี้ยนั้น เป็นที่น่ารังเกียจอย่างมากในทัศนะของอิสลาม ผลสืบเนื่องมาจากดอกเบี้ยนั้น มีอยู่มากมายทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ดังอัล-กุรอานได้กล่าวไว้ มีความว่า และอัลลอฮฺทรงอนุญาต (ฮาลาล) การค้า และทรงห้าม (หะรอม) ริบา บท อัล-บะกอเราะห์ โองการ 275

บรรดาผู้กินดอกเบี้ย พวกเขาจะไม่สามารถยืน (ทรงตัว) ได้ นอกจากดุจดังผู้ที่มีมารร้าย ชัยตอน เนื่องจาก (ความกดดันแห่ง) โรคจิตนั้น เป็นเพราะพวกเขากล่าวว่า แท้จริงการค้าขายก็เสมือนดอกเบี้ยนั้นเอง และอัลลอฮฺตาอาลาทรงอนุมัติการค้าขายและทรงห้ามกินดอกเบี้ย บท อัล-บะกอเราะห์ โองการ 275-279

ความหมายของโองการนี้ ก็คือ ผู้ที่กินดอกเบี้ย จิตใจของเขาจะไม่สงบ ดั่งคนที่ถูกมารร้าย ชัยตอนสิงสู่ ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขากล่าวว่า การค้าก็ทำให้กำไรเสมือนดอกเบี้ยนั่นเอง

และจากอัล-หะดีษได้กล่าวไว้ว่า อัลลอฮฺทรงกริ้วผู้ที่กินดอกเบี้ย ผู้ให้ดอกเบี้ย ผู้ที่เป็นพยาน และผู้จดบันทึก (รายงานโดย อะห์มัด ติรมีซีย์ อะบูดาวุด และอิบนุมาญะฮ์) และอีกอัล-หะดีษที่มาสำทับถึงโทษของดอกเบี้ยคือ

อัลลอฮฺจะไม่อนุญาตให้คน 4 จำพวกเข้าสวรรค์ หรือได้ลิ้มรสความดีงามของมัน นั่นคือ คนที่ดื่มสุราเป็นนิสัย คนที่กินดอกเบี้ย คนที่ยึดทรัพย์สินเด็กกำพร้าโดยไม่มีสิทธิ์ และคนที่ไม่รับผิดชอบต่อบิดา มารดาของเขา

“ประการต่อมา ก็ส่งเสริมให้ทุกๆ คนได้ขวนขวายหาเงินทองมาในหนทางที่ถูกต้อง และรู้จักเอื้อเผื้อเผื่อแผ่กันและกัน ใครมีทรัพย์มากก็รู้จักแบ่งบัน ให้ยืมโดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคมเกื้อกูลกัน ส่วนคนที่เกิดมาด้อยโอกาส ก็รู้จักการทำงาน ไม่งอมืองอเท้า เพราะการทำงานในทรรศนะของอิสลามถือว่าเป็นอิบาดะห์ (การภักดีต่อพระเจ้า) ประเภทหนึ่ง ดังนั้นอิสลามมีอุดมการณ์ที่จะส่งเสริม ชมเชยและเรียกร้องบุคคลให้ทำงาน เพื่อก่อให้เกิดแรงกระตุ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นการเรียกร้องด้วยกับหลักการที่ชัดเจน”

ท่านศาสดามูฮัมหมัด(ซ.ล.) ได้กล่าวว่า “แท้จริงแล้ว ปัจจัยที่มีเกียรติที่สุด คือ ปัจจัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่ได้มาจากน้ำมือ (ความพากเพียร) ของเขาเอง” (บันทึกโดยอิมามอะห์หมัด)

อิสลามมิได้มองฐานะที่เหลื่อมล้ำกันในการงานที่สุจริต ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด แต่ทั้งหมดย่อมได้รับเกียรติจากสังคม หากแต่บุคคลใดที่มีชีวิตอยู่ด้วยกับการพึ่งพิงต่อการพากเพียรของบุคคลอื่นที่ไม่สมเหตุสมผลมากกว่า จะได้รับคำตำหนิ ส่วนหลักฐานที่แสดงถึงอิสลามมีทรรศนะยกย่องผู้พากเพียร คือ การเริ่มต้นชีวิตของท่านศาสดามูฮัมหมัด ด้วยการเลี้ยงปศุสัตว์เพื่อแลกกับรายได้ที่เจ้าของปศุสัตว์จะมอบให้ และการทำการค้าของท่านศาสดา

 

vlcsnap-2019-05-10-15h21m26s616-1024x581

 

ดังนั้นการทำงานและการสร้างผลผลิต ในทรรศนะของอิสลามเป็นการงานที่ถูกยกระดับอยู่ในขั้นการทำอิบาดะห์ (การภักดีพระเจ้า) หรือไม่ก็อยู่ในระดับการญิฮาด (การเสียสละในวิถีทางของอัลลอฮฺ) แม้กระทั่งท่านศาสดาได้เทิดเกียรติ การทำงานและความพากเพียรในการแสวงหาปัจจัยการดำรงชีพ เหนือการใช้ชีวิตที่สันโดษ สละโลก โดยการตัดการแสวงหาและพากเพียรเพื่อให้ได้มาซึ่งการเลี้ยงชีพ สู่การทำอิบาดะห์ (เคารพภักดี) ต่อพระเจ้าเพียงอย่างเดียว โดยที่ครั้งหนึ่ง มีคนหนึ่งได้ชมเชยชายผู้หนึ่ง ที่มุ่งมั่นในการทำอิบาดะห์ (เคารพภักดี) ต่อพระเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีความต้องการที่พากเพียรและแสวงหาปัจจัยยังชีพใดๆ โดยที่เหล่าบรรดาซอฮาบะห์ (รอฎิยัลลอฮุอันฮุม)  ได้กล่าวว่า

“ครั้งหนึ่งเราได้ร่วมกับชายคนนั้น ในการเดินทางของเรา เราก็ไม่พบว่าจะมีใครอีกเลยที่รองจากท่านในการทำอิบาดะห์(เคารพภักดี) ต่อพระเจ้าให้มากไปกว่าชายคนนั้น เขาจะไม่ยอมถอยห่างจากการนมาซ และละเว้นการถือศีลอดเลย ท่านศาสดา   ได้กล่าวกับกลุ่มชนเหล่านั้นว่า “ใครคือผู้ทำหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเขา” พวกเขาตอบว่า พวกเราทั้งหมด โอ้ ท่านศาสนฑูตของอัลลอฮฺ ท่านศาสดา ได้กล่าวว่า พวกท่านทั้งหมดเป็นผู้ที่ทำอิบาดะห์ (เคารพภักดี) ต่อพระเจ้ามากกว่าเขา” (บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรีย์และมุสลิม)

“จึงขอให้เราท่านทั้งหลาย เข้าใจว่าอิสลามถือว่าการทำงานเป็นการโปรดปราน (เนียะมะฮฺ) จากพระเจ้า ที่เราจะต้องทำการขอบคุณต่อพระองค์” อ.อำนาจกล่าวทิ้งท้าย

 

ขอขอบคุณ : อ.อำนาจ (อับดุลอะซีซ) มะหะหมัด หัวหน้าศูนย์ศึกษาโลกมุสลิม สถาบันวิทยาการอิสลามและอาหรับศึกษา ม.รังสิต, เจ้าของสถานพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กฮานีน คลองหลวง จ.ปทุมธานี และประธานมุสลิมศรีปทุมมูลนิธิ ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

 

%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%8b-%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b0

.

412973

.

thaihealth_c_fhijlnsty178