เท่าที่ปรากฏเป็นข่าวดังตามสื่อไทยและโลกอย่างรวดเร็วกรณี น.ส. ราฮัฟ มูฮัมหมัด อัล-กอนนูน (หญิงสาววัยสิบแปดจากประเทศซาอุดิอาระเบีย) ที่ต้องการลี้ภัยเพื่อหนีจากครอบครัวในประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยอ้างว่าทนไม่ได้ที่ถูกพ่อและพี่ชายทำร้ายมาตลอดชีวิต ยิ่งกว่านั้นคือเธอประกาศไม่นับถือศาสนาในประเทศที่กษัตริย์ประกาศว่ากุรอ่านคือรัฐธรรมนูญและอิสลามคือศาสนาประจำชาติ ความผิดฐานละทิ้งศาสนาในสังคมอิสลามแบบซาอุจึงอาจมีโทษขั้นประหารชีวิตทันที

โดยท้ายที่สุดหญิงคนนี้ก็ได้เดินทางออกจากประเทศไทยโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศแคนาดา ประเทศที่ยอมให้เธอไปพำนัก

ซึ่งนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ได้แถลงข่าวเรื่องการตอบรับการร้องขอจากสหประชาชาติด้วยตัวเองว่า “ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิของผู้หญิงจากทั่วโลก และผมขอยืนยันว่าเราตอบรับการร้องขอของสหประชาชาติ”

จากข่าวดังกล่าวทำให้คนทั่วโลกและคนไทยประณามรัฐบาลก่อนหน้านี้ว่า หากส่งสาวซาอุกลับไปเท่ากับส่งไปตาย บทลงโทษดังกล่าวจริงเท็จอย่างไร? สกู๊ปข่าวฉบับนี้เรามาหาคำตอบกัน โดย “อาจารย์ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ” ผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมาตรี ให้เกียรติมาวิเคราะห์เรื่องราวดังกล่าวตามหลักการอิสลาม

 

dsc08357

 

อ.ซารีฟ กล่าวว่า “ประเด็นเรื่องของเด็กสาวชาวซาอุฯ คนนี้ หลังจากที่เกิดเรื่องแล้ว มีข่าวคราวอย่างต่อเนื่องจำนวนมาก สรุปไปๆมาๆ กลายเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งมันมีปัจจัยที่จะมองได้หลายประการ ประการแรกคือ การลี้ภัยไปออสเตรเลียหรือไปแคนนาดา โดยมี UN เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งดูเหมือนทุกอย่างมันจะรวดเร็วผิดปกติ ทั้งที่ปัญหาชาวโรฮิงยาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่โลกก็รับรู้แต่ไม่ได้รับคำตอบ พวกเขาเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในเมืองไทยจำนวนมากเป็นเวลาหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบในเรื่องลี้ภัยทั้งหมดแต่ประการใด

นอกจากการเมืองแล้วยังถูกเชื่อมโยงไปถึงเรื่องศาสนา ข่าวนี้พยายามทำให้เป็นเรื่องศาสนา ซึ่งเรื่องศาสนามีผลกระทบกับทุกคนบนโลกนี้ มันเป็นเรื่องความรู้สึกฉะนั้นเขาต้องการให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ ผมจึงไม่กล่าวล่วงในการที่จะพูดถึงเชิงทางการเมือง หรือเรื่องความรู้สึกว่าใครอยู่เบื้องหลังอย่างไร? แต่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นตามหลักการของศาสนา”

เรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายในครอบครัว ระหว่างพ่อ แม่ ลูก ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า หญิงสาวคนนี้ “ราฮัฟ มูฮัมหมัด อัลกอนนูน อัชชัมรี่” เกิดในครอบครัวที่อยู่ในตระกูลดังในประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งตระกูลชัมรี่เป็นตระกูลใหญ่ เป็นตระกูลเก่าแก่ พ่อของราฮัฟเป็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสุไลมี่ อยู่ในแคว้นฮาอิ้ล ประเทศซาอุดิอาระเบีย ราฮัฟมีพี่น้อง 6 คน

พูดถึงหน้าที่ของพ่อแม่สำหรับอิสลามมีความสำคัญอย่างยิ่ง ตั้งแต่การเลี้ยงดูอบรม เอาใจใส่ ให้การศึกษา และในขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิของลูกที่ควรจะได้จากพ่อแม่

ดังนั้นการกระทำอันใดของลูก ถ้าหากว่าไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเอง ศาสนาถือว่าเป็นคนที่ทรยศต่อพ่อแม่ในศาสนาถือว่าเป็นบาปใหญ่ และสิ่งที่เป็นบาปใหญ่ตรงนี้ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ในโลกดุนยานี้ว่าจะต้องมีบทลงโทษอะไรตายตัว อบรม สั่งสอนได้ ตี ได้ แต่ให้ทำโทษได้ภายใต้กรอบที่จะไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส

การตีลูกในอิสลาม มีเงื่อนไขที่ต้องระมัดระวังหลายประการ เช่น ไม่ควรเกิน 10 ไม้ มีหะดิษที่ท่านนบี(ซ.ล.) ได้ห้ามการตีเกิน 10 ครั้ง, ไม่ตีหน้าหรือตบหน้า มีคำห้ามจากนบีว่า “ถ้าท่านตี อย่าตีหน้า..” , ไม่ตีในจุดทีสร้างความเจ็บปวดเป็นพิเศษ เช่น อวัยวะเพศ ท้องน้อย หรืออื่น ๆ ที่อ่อนไหวต่อความเจ็บปวด, การตี มีเพื่อสั่งสอน ไม่ใช่ลงโทษให้เจ็บปวด และการตีนั้น ต้องไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย และต้องไม่ตีในยามโกรธ ดังนั้น แม้การตี จะถูกอนุญาต แต่ก็พึงระวังให้รอบด้าน ระวังการลงโทษที่เกินเหตุ ที่ก่อให้เกิดปัญหาซ้ำสอง  ซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องมีวิจารณญาณในการดูแลบุตรหลานของตน

ในคำให้สัมภาษณ์ของราฮัฟในสื่อทั่วโลก เธอเคยถูกญาติจับขังครึ่งปีเพียงเพราะตัดผมทรงที่ครอบครัวไม่เห็นด้วย ผลก็คือเธอพยายามฆ่าตัวตายตั้งแต่อายุ 16 โดยสื่อต่างประเทศบางสำนักอ้างว่าเธอเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอมั่นใจว่าการส่งกลับจะทำให้เธอติดคุกซาอุ และเมื่อพ้นคุกก็จะถูกครอบครัวฆ่าแน่นอน

นี่เป็นเพียงคำกล่าวอ้างของเด็กสาววัยรุ่นที่อยากออกมาใช้ชีวิตแบบอิสระชนโดยไร้กรอบของศาสนา

ต่อมาที่อ้างว่าถูกบังคับให้แต่งงานนั้น แท้จริงแล้วในอิสลามห้ามการบังคับแต่งงาน ท่านนบี(ซ.ล.) สอนความว่า “ผู้ปกครองจะทำการแต่งลูกสาวทั้งที่เป็นหม้ายหรือสาวโสดต้องได้รับการยินยอมจากลูกสาวก่อน การยินยอมของลูกสาวที่เป็นหม้ายต้องตอบรับชัดเจนด้วยวาจา ส่วนลูกสาวที่เป็นโสด การอนุญาตของเธอเพียงนิ่งเฉย ก็เพียงพอแล้ว”

 

1071530207

 

หากกลับไปจะถูกฆ่า บทลงโทษเชื่อมโยงกับศาสนา

โดยปกติแล้วไม่มีใครหรอกที่จะฆ่าลูกตัวเอง สำหรับการที่สาวซาอุดิอาระเบียสามารถลี้ภัยครั้งนี้ได้ในที่สุดด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมเพราะผู้ปกครองเธอจะฆ่าตามที่เธออ้างแล้วตามที่หน่วยงานสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ และผู้นำแคนาดาอธิบาย ซึ่งสามารถเข้าใจได้ในเชิงประจักษ์ การที่นานาชาติไม่ไว้วางใจรัฐบาลซาอุดิอาระเบียที่เคยถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังสังหารอดีตนักข่าว ญามีล คาช็อกกี และการลงโทษนักวิชาการมากมายที่เห็นแย้งทางการเมืองกับรัฐบาลปัจจุบัน

และที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง มีการกล่าวอ้างเรื่องการละทิ้งศาสนาอิสลาม

อ.ซารีฟ ให้ความเห็นว่า “ผมคิดว่านี่ไม่ใช่ความคิดของราฮัฟ จะต้องมีคนแนะนำว่าวิธีในการที่จะขอลี้ภัยให้ยูเอ็นและประเทศต่างๆ ยอมรับได้นั้นก็ต่อเมื่อเอาเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเรื่องการทำร้ายของพ่อแม่มันเป็นเรื่องครอบครัวซึ่งจริงเท็จยังมิอาจทราบได้ มันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลที่นักสิทธิมนุษยชนจะเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเป็นเรื่องภายในครอบครัวเสียมากกว่า

ดังนั้นการจุดประเด็นการทิ้งศาสนามันเป็นประเด็นใหญ่ที่องค์กรสหประชาชาติ หรือประเทศแคนนาดา ออสเตรเลียก็ดี เสนอคำแนะนำต่างจะเข้ามาช่วย หลังจากที่ได้อ้างเรื่องครอบครัวแล้วทางUN และทางต่างประเทศไม่ตกลงในการช่วยเหลือ หรือแม้แต่องค์กรสิทธิมนุษยชนก็ตามจึงเลยเอาประเด็นเรื่องศาสนามาใช้ เพราะตามหลักการทิ้งศาสนาพอกลับไปแล้วอาจจะถูกฆ่าซึ่งใช้คำว่าอาจจะ ตรงนี้จึงทำให้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ UN เข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้ผมเข้าใจอย่างนั้น เด็กคนนี้ถูกหล่อหลอมมาในบรรยากาศความเป็นมุสลิม อายุเพียง 18 ปี แม้ว่าจะเป็นเด็กรุ่นใหม่ก็ตามก็ไม่น่าจะคิดประเด็นนี้ได้”

อย่างไรก็ดี การที่บุพการีสาวชาวซาอุดิอาระเบียวัย 18 ปี ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายไทย ถือว่าบุพการีมีสิทธิและหน้าที่ที่จะพบพูดคุยกับลูก แต่ถูกกีดกันด้วยเหตุผลมนุษยธรรมก็พอฟังได้

แต่ถามว่า การไม่อนุญาตให้บุพการีพบลูกตัวเองเพื่อพูดคุยแม้จะมีคนกลางในประเทศไทย มันไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกฝ่ายหรือ

ที่สำคัญอีกเรื่อง น่าจะมีการสัมภาษณ์บุพการีสาวชาวซาอุดิอาระเบียนี้ด้วยเพื่อฟังข้อมูลอีกด้านประกอบการตัดสินใจ

สิ่งที่เป็นคำถามถึงสองมาตรฐาน ต่อองค์กรระหว่างประเทศตะวันตกและสหประชาชาติ คือกรณีการขอลี้ภัยชาวโรฮิงยานับพันชีวิต ชาวอุยกูร์นับร้อยชีวิตผ่านไทยหรือที่ไหนๆ ของโลก ทำไมชะตากรรมพวกเขาชัดมากๆ หากถูกส่งตัวกลับประเทศกลับไม่สามารถแก้ได้อย่างรวดเร็วมากๆ เหมือนกรณีนี้

 

2244740

 

คนที่ทิ้งศาสนา อิสลามสั่งให้ฆ่าจริงหรือ?

จริงๆ แล้วหลักการศาสนาถ้าเราย้อนไปดู ในสมัยท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) มันมี 2 นัยยะ 1. ให้ฆ่าคนที่ทิ้งศาสนาก็มี 2. มีจำนวนมากที่ท่านนบีไม่ได้สั่งให้ฆ่า แม้ว่าจะตกมุรตัดหรือผู้ที่สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมก็ไม่ถูกฆ่าในสมัยนบีก็มดังนั้นนักวิชาการวิเคราะห์ว่า การลงโทษถึงขั้นต้องฆ่าหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคม

สมัยท่านนบี(ซ.ล.) ได้มีการสืบประวัติมาแล้ว ว่ามีการฆ่าบางคนในช่วงที่เกิดสงคราม ซึ่งชายผู้นี้ได้สมรู้ร่วมคิดกับอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นคู่สงคราม (กบฏ) ในกรณีนี้ท่านนบีสั่งให้ฆ่า แต่ในกรณีที่ไม่มีภาวะเกี่ยวกับเรื่องสงคราม หรือภาวะอื่นๆ เช่น อัล คูไวซาเราะห์ อัตตะมีมี่ย์ ท่านนบีก็ไม่ได้ประหาร ทั้งที่สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมแล้ว หรืออับดุลลอฮฺ อิบนิอุบัยย์ อันนี้ก็ไม่ได้ฆ่าแต่ประการใด ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมว่าจะฆ่าหรือไม่ มันไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ว่าทิ้งศาสนาแล้วต้องฆ่าทั้งหมดมันมีรายละเอียดเรื่องของบริบท ที่ต้องฆ่าเพราะเขากลายเป็นศัตรูและทำสงครามกับอิสลาม

ตามหลักอิสลาม ผู้ที่ทิ้งศาสนาถือว่าเป็นผู้ที่สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม เป็นบาปใหญ่ดังนั้นความดีของเขาที่ผ่านมาจะถูกลบไปหมดและเขาก็จะต้องถูกอาสาป (ถูกลงโทษ)ให้เข้านรก อันนี้มีตัวบทที่ชัดเจนแต่เป็นเรื่องหลังจากเขาตายไปแล้ว ถ้าพูดถึงกฎหมายบนโลกนี้มันก็ต้องพิจารณา แม้ว่าจะต้องฆ่าตามคำวินิจฉัยของนักวิชาการบางคนบอกว่า สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมในสงครามไม่ได้หมายความว่าใครจะฆ่าก็ได้ ก็จะต้องสอบสวนมีการทิ้งเวลา มีการสอบถามกันว่าจริงไม่จริง จะกลับตัวกลับใจไหมก็ต้องให้เวลาเขาคิดซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องฆ่าเลย มันจะต้องมีขั้นตอน มีการสอบสวน ขึ้นศาล ศาลก็จะต้องตัดสิน ก็จะต้องผ่อนปรน มันมีกระบวนการของมัน ไม่ได้หมายความว่าคนที่ทิ้งศาสนาแล้วต้องฆ่าทันทีและใครก็ฆ่าได้ เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

เพราะการจะตัดสินใช้กฎหมายอิสลามลงโทษประหารชีวิตใครสักคนต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมอิสลาม (ไม่ใช่ใครหน้าไหนหรือแม้กระทั่งบุพการี) สําหรับกระบวนการยุติธรรมอิสลามเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้กติกาเป็นสิ่งที่คนในสังคมปฏิบัติตามเพื่อผดุงเจตนารมณ์ของกฎหมายอิสลาม อันได้แก่ การพิทักษ์ศาสนา ชีวิต สติปัญญา ทรัพย์สินและเชื้อสาย (ตระกูล) จนนำไปสู่ความสงบสุขของสังคมโดยจะต้องเป็นกระบวนการทางศาลหรือพิพากษาคดี

ดังนั้น บุพการีในกรณีสาวซาอุดิอาระเบียคนนี้ไม่มีอำนาจจะฆ่าบุตรอันเนื่องมาจากไม่แต่งงานตามที่บุพการีต้องการ ในขณะเดียวกันหากบุพการีสังหารบุตรด้วยเหตุผลดังกล่าว (เขาต่างหากจะถูกตัดสินประหารชีวิตจากศาลอิสลาม) และการออกศาสนาอิสลาม รวมทั้งรัฐเองตามนักวิชาการโลกมุสลิม เช่น อัลกอรฎอวีย์กล่าวว่า กฎหมายอิสลามไม่อนุญาตจะประหารชีวิตผู้เปลี่ยนศาสนาด้วยสิทธิส่วนบุคคล ตราบใดเขาไม่มาทำลายศาสนา

อย่างไรก็ตามหลังจากหญิงสาวได้ลี้ภัยสำเร็จแล้ว ทางครอบครัวได้ออกแถลงการณ์ออกมาว่า ราฮัฟได้พ้นออกจากครอบครัวแล้ว หากมีพฤติกรรมที่แสดงออกหลังจากนี้ไม่ว่าอะไรก็ตาม ทางครอบครัวจะไม่เกี่ยวข้องและไม่รับผิดชอบ ถือเป็นการบอกทั่วโลกว่าหากหญิงสาวก่อเรื่องราวหรือมีพฤติกรรมที่ไม่ดีจะมาโทษครอบครัวนี้ไม่ได้

ดังนั้นสรุปว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องภายในครอบครัวและเอาเรื่องศาสนาเข้ามาโยงใยให้เป็นเรื่องใหญ่ ทั้งๆ ที่มีเรื่องอื่นๆ ที่ยูเอ็นควรจะยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เรื่องนี้

 

190107-th-teen-620

 

การกระทำของสาวซาอุฯ รายนี้อาจเป็นตัวอย่างให้เยาวชนเลียนแบบ

“เรื่องนี้เป็%9