มุสลิม คือ ผู้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮฺ พระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวงที่มีความแตกต่างและความหลากหลาย ศรัทธาต่อท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ศาสนทูตผู้ประกาศสาส์นสุดท้ายจากพระองค์อัลลอฮฺ(ซบ.) สู่มนุษยชาติทุกชาติพันธุ์ สีผิว ภาษาทั่วทุกภูมิภาคของโลก นับแต่ปีค.ศ.610 และสาส์นแห่งอิสลามจะยังคงแผ่สู่ประชาคมโลกตามวิถีแห่งสันติวิธีตราบจนวันโลกาวินาศ

         ปัจจุบันมีประชากรโลกที่เป็นมุสลิมนับพันล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศต่างๆในทุกทวีป ประชาคมมุสลิมเป็นกลุ่มศาสนิกชนที่มีความหลากหลายในด้านวัฒนธรรมและการดำรงชีวิต แต่ความหลากหลายในเรื่องดังกล่าวต่างอยู่ในกรอบแห่งหลักคำสอนของศาสนาอิสลามและถูกหล่อหลอมให้มีอัตลักษณ์แบบหลากหลายในความเป็นหนึ่งเดียว (เอกภาพ+พหุวัฒนธรรมแบบมุสลิม)

         ประชาคมมุสลิมเป็นส่วนหนึ่งของประชากรโลกและอยู่ร่วมกับพหุวัฒนธรรมอื่นอย่างปกติสุขตลอดระยะเวลานับพันปีที่ผ่านมา ในกลุ่มประเทศมุสลิมสัญชาติอาหรับยังคงมีผู้นับถือศาสนาคริสต์ราว 14 ล้านคน และในกลุ่มประเทศมุสลิมอื่นๆทั่วโลกยังคงมีศาสนิกชนในศาสนาอื่นๆอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากตราบจนทุกวันนี้ เหตุนั้นจึงเป็นข้อยืนยันได้ว่า ประชาคมมุสลิมสามารถอยู่ร่วมกับผู้คนต่างลัทธิ ศาสนา ความเชื่อ และต่างวัฒนธรรมนับแต่อดีต และผู้คนที่มิใช่มุสลิมก็สามารถอยู่ร่วมกับประชาคมมุสลิมได้ ความวุ่นวายในกลุ่มประเทศมุสลิมในช่วงทศวรรษนี้ ตลอดจนมายาคติที่ทำให้ภาพลักษณ์ของชาวมุสลิมถูกมองจากชนต่างศาสนิกในเชิงลบและบิดเบือน ย่อมมิอาจทำลายข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิมกับพลเมืองต่างวัฒนธรรมที่เคยอยู่ร่วมกันมาตลอดระยะเวลาพันกว่าปีที่ผ่านพ้นได้เลย

นิยาม : สังคมพหุวัฒนธรรม

         สังคม หมายถึง คนจำนวนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันตามระเบียบกฏเกณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน

         พหุ หมายถึง มาก, มากกว่าหนึ่ง, หลากหลาย

         วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะ วิถีชีวิตของหมู่คณะ ทางวิทยาการ หมายถึง พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน

         สังคมพหุวัฒนธรรม จึงหมายถึง ประชาคมที่มีความสัมพันธ์และความเกี่ยวเนื่องในระหว่างกันโดยประชาคมนั้นมีวิถีชีวิตของกลุ่มชนที่หลากหลาย มีการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ความเจริญงอกงามในระหว่างกัน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ การใช้สอยและมีวัตถุประสงค์สำคัญร่วมกัน

 

daily-life-muslim-community-in-madrid-640x480

 

อัลกุรอาน : องค์ความรู้ในเชิงพหุวัฒนธรรม

         คัมภีร์อัล-กุรอาน คือพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ(ซบ.) ซึ่งประกาศว่ามนุษยชาติมีต้นกำเนิดจากอาดัมและหะวาอฺผู้เป็นปฐมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินโลก และกลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย และความหลากหลายของชาติพันธุ์มนุษย์เป็นบ่อเกิดของพหุวัฒนธรรม เมื่อพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์มีความเจริญและมีการแผ่ขยายมากขึ้นตามลำดับโดยเป้าหมายในการกำหนดให้มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์และพหุวัฒนธรรมคือการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันในระหว่างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ซึ่งต่างชาติพันธุ์ ต่างวัฒนธรรม และต่างวิถีการดำเนินชีวิตจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและสัมฤทธิผลได้ตามเจตนารมณ์ของพระผู้ทรงสร้าง จำต้องมีองค์ประกอบดังนี้

         (1) องค์ความรู้ (มะอฺริฟะฮฺ) เกี่ยวกับความหลากหลายของพหุวัฒนธรรมซึ่งเป็นผลมาจากความหลากหลายของชาติพันธุ์และพัฒนาการของสังคมมนุษย์

         (2) การยอมรับ (อัล-อิอฺติรอฟ) ในความหลากหลายและความแตกต่างของกลุ่มวัฒนธรรมในความเป็นชาติพันธุ์ที่มีความต่างในด้านกายภาพ (ญิสมานียฺ) และจิตภาพ (รูหานียฺ)

         (3) ขนบธรรมเนียมและจารีต (อัล-อุรฟ์) ของแต่ละกลุ่มวัฒนธรรมซึ่งมีพัฒนาการในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละกลุ่มวัฒนธรรม อันเป็นเนื้อหาในการเรียนรู้ การทำความเข้าใจ และการและเปลี่ยนในระหว่างกัน

         (4) การทำความรู้จักในระหว่างกัน (อัต-ตะอารุฟ) โดยผ่านกระบวนการปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวกและการสร้างสรรค์ ตลอดจนการสานเสวนาแบบสันติวิธี องค์ประกอบทั้ง 4 ประการถูกประมวลอยู่ในถ้อยความที่ว่า “เพื่อที่สูเจ้าจะได้เรียนรู้และทำความรู้จักซึ่งกันและกัน” ดังที่อัล-กุรอานได้ระบุว่า:

         “โอ้ มนุษยชาติ แท้จริงเราได้สร้างสูเจ้าจากชายและหญิง และเราได้บันดาลให้สูเจ้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าเพื่อที่สูเจ้าจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติมากที่สุดของสูเจ้า ณ พระองค์อัลลอฮฺคือผู้ที่สังวรตนมากที่สุดของสูเจ้า แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺนั้นทรงรู้ยิ่ง อีกทั้งทรงทราบยิ่ง” (บทอัล-หุญุรอต: 13)

         “สำหรับทั้งหมดจากสูเจ้า เราได้วางบัญญัติและมรรคาอันชัดแจ้งไว้แล้ว และหากว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงมีพระประสงค์แล้วไซร้ พระองค์ย่อมทรงบันดาลให้สูเจ้าเป็นประชาคมเดียวกัน แต่ (ที่สูเจ้ามีความแตกต่างกันในการถือตามบัญญัติและมรรคานั้น) เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงทดสอบสูเจ้าในสิ่งที่พระองค์ทรงนำ (สิ่งนั้น) มายังสูเจ้า ดังนั้นสูเจ้าจงแข่งกันใน (การประกอบ) คุณงามความดีเถิด ยังอัลลอฮฺคือที่กลับคืนของสูเจ้าทั้งหมด แล้วพระองค์จะทรงบอกสูเจ้าถึงสิ่งที่สูเจ้าเคยมีความแตกต่างกันในสิ่งนั้น” (อัล-มาอิดะฮฺ : 48)

 

the-city-of-makkah

 

         ในศาสนาอิสลามมีหลักคำสอนที่บ่งถึงการยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายในเชิงพหุวัฒนธรรมทั้งในด้านกายภาพ พฤติกรรม ความเชื่อ และวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนซึ่งทั้งหมดเป็นเผ่าพันธุ์ของอาดัม (อะลัยฮิสลาม)

         “และส่วนหนึ่งจากบรรดาสัญญาณของพระองค์คือการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน ตลอดจนความแตกต่างของภาษาพูดและสีผิวของสูเจ้า แท้จริงในสิ่งดังกล่าวนั้นคือบรรดาสัญญาณสำหรับบรรดาผู้รู้” (อัร-รูม : 22)

         ความแตกต่างของภาษาที่ประชากรโลกใช้ในการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ และความหลากหลายของสีผิวเป็นข้อเท็จจริงทางกายภาพที่รับรู้กันและไม่มีผู้ใดปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ได้ เมื่อประชากรโลกมีสีผิวและภาษาต่างกัน วัฒนธรรมและวิถีของการดำรงชีวิตจึงมีความแตกต่างกัน ศาสนาอิสลามจึงยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว และถือว่าความแตกต่างของภาษาและสีผิวเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงมหิทธานุภาพและพระปรีชาญาณของพระองค์อัลลอฮฺพระผู้ทรงสร้าง

         “และมาตรแม้นพระผู้อภิบาลของสูเจ้าทรงมีพระประสงค์แล้วไซร้ พระองค์ก็ย่อมทรงบันดาลให้มวลมนุษย์เป็นประชาคมเดียวกัน (คือถือในศาสนาเดียวกัน) และมวลมนุษย์ยังคงมีความแตกต่างกัน (เพราะความแตกต่างในด้านความเชื่อของมนุษย์เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์” (ฮูด : 118)

         “ไม่มีการบังคับในการถือศาสนา แน่แท้ความถูกต้องเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วจากความหลงผิด” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 256)

ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ประชากร คาบสมุทรอาหรับ

         คาบสมุทรอาหรับ ยุคเริ่มต้นการประกาศศาสนาอิสลามของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ณ นครมักกะห์ ปีค.ศ.610 ถือเป็นภูมิภาคของโลกที่มีความหลากหลายทั้งในด้านภูมิศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิถีชีวิตของผู้คนในคาบสมุทรอาหรับเป็นพหุวัฒนธรรมในหลายมิติ เช่น การดำรงชีวิตแบบสังคมเมือง (อัล-หะเฏาะรียฺ) ในนครมักกะห์ มาดีนะห์ อัฏ-ฏออิฟ และศอนอาอฺ เป็นต้น การดำรงชีวิตแบบเร่ร่อน (อัล-บะดะวียฺ) ของชนเผ่าเบดูอิน การประกอบอาชีพค้าขายแบบกองคาราวานสินค้าในช่วงฤดูร้อน (อัศ-ศอยฟียฺ) และฤดูหนาว (อัช-ชัตวียฺ) การเลี้ยงปศุสัตว์ในทุ่งหญ้า และการประกอบอาชีพหัตถกรรม, การถือในลัทธิและศาสนาซึ่งมีทั้งกลุ่มพหุเทวนิยม คริสต์ศาสนา ศาสนายูดาย และศาสนาโซโรอัสเตอร์ (มะญูสียะฮฺ) เป็นต้น

         นครมักกะห์ : คือสถานที่กำเนิดของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) และการประกาศศาสนาของท่านเริ่มต้นขึ้นที่นครแห่งนี้ นครมักกะห์เป็นชุมทางสำคัญในเส้นทางการค้าสมัยโบราณของคาบสมุทรอาหรับซึ่งมีเส้นทางหลักถึง 9 เส้นทาง พลเมืองในนครมักกะห์ดำรงชีวิตแบบกึ่งสังคมเมืองมีเผ่ากุรอยช์เป็นผู้นำโดยเผ่ากุรอยช์มี 2 ตระกูลใหญ่ ประกอบด้วย ตระกูลอุมัยยะฮฺ และตระกูลฮาชิม นครมักกะห์เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชนเผ่าอาหรับในคาบสมุทรอาหรับเพราะเป็นที่ตั้งของอัล-กะอฺบะฮฺ (อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยม) และเป็นที่ตั้งของสถานที่ประกอบพิธีกรรมฮัจย์

         นครมักกะห์จึงเป็นจุดบรรจบของพหุวัฒนธรรมที่ผ่านกองคาราวานสินค้าและการประกอบพิธีกรรมฮัจย์ซึ่งมีมาก่อนการประกาศศาสนาของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ส่วนหนึ่งจากผลพวงดังกล่าวคือ ภาษาอาหรับที่ชาวกุรอยช์ได้รับมาจากชนเผ่าอื่นๆและนำมาสังเคราะห์จนตกผลึก ทำให้ภาษาอาหรับของชาวกุรอยช์มีพัฒนาการจนถึงจุดสูงสุดทั้งในด้านความร่ำรวยของคำศัพท์ ไวยากรณ์ วาทศิลป์ และบทกวี เหตุนั้นคัมภีร์อัล-กุรอานจึงถูกประทานลงมาเป็นภาษาอาหรับในสำเนียงของชนเผ่ากุรอยช์….อ่านต่อฉบับถัดไป

 

ขอขอบคุณอาจารย์อาลี เสือสมิง

แบ่งปัน