การพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลในปีค.ศ.1453 ของสุลฏอนมุฮัมมัด (เมหฺเมด) อัล-ฟาติหฺ ถือเป็นการรุกคืบของประชาคมมุสลิมจากฝั่งทวีปเอเชียข้ามสู่ฝั่งทวีปยุโรปและเข้าครอบครองศูนย์กลางของอารยธรรมกรีก-โรมันตะวันออกและวัฒนธรรมแบบกรีก-ออธอดอกซ์ซึ่งมีนครคอนสแตนติโนเปิ้ลเป็นราชธานี (นับตั้งแต่ค.ศ.395) กอปรกับการพิชิตคาบสมุทรบอลข่านของเหล่าสุลฏอนแห่งอุษมานียะฮฺก่อนหน้าปีค.ศ.1453 นับแต่รัชสมัยลุสฏอนมุร็อด ข่าน ที่ 1 (ค.ศ.1359) เป็นการผนวกดินแดนของพลเมืองพหุวัฒนธรรมในภูมิภาคตะวันออกฉียงใต้ของทวีปยุโรปเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺ โดยชาวมุสลิมตุรกีได้ปกครองกรีซ, บัลแกเรีย, โรมาเนีย, ฮังการี, เซอร์เบีย, มัลดาเฟีย, แอลบาเนีย, บอสเนีย-เฮเซอร์โกวิน่าประชิดเส้นพรมแดนของออสเตรียนับเป็นเวลาหลายร้อยปี

จักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺ (ออตโตมาน เติร์ก) เจริญสุดขีดในรัชสมัยสุลฏอนสุลัยมาน ข่าน (อัล-กอนูนียฺ) ที่ 1 (ค.ศ.1520-1566) ซึ่งเป็นยุคทองของวรรณกรรม ศิลปะวิทยาการ และสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมของอุษมานียะฮฺในการก่อสร้างอาคารมัสยิดขนาดใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากมหาวิหารอายา โซเฟีย (สร้างในรัชสมัยจักรพรรดิ์จัสติเนียนที่ 1 แห่งโรมันไบแซนไทน์ ปีค.ศ.532)

พลเมืองชาวคริสต์นิกายกรีก-ออธอดอกซ์ในจักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺซึ่งเป็นพลเมืองในพหุวัฒนธรรมได้ถูกชาวมุสลิมตุรกีปกครองด้วยความเป็นปกติสุข มีเสรีภาพในการถือศาสนา การประกอบพิธีกรรม และการดำรงวัฒนธรรมของตน ในขณะที่ชาวยิวเป็นจำนวนมากได้รับอนุญาตให้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในดินแดนของจักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺว่า “ชาวยิวดูนเม่ฮฺ” ซึ่งส่วนใหญ่อพยพมาจากสเปนภายหลังการล่มสลายของนครแกรนาดา-เอ็นดะลูเซีย ในปีค.ศ.1492

 

สังฆนายกของชาวคริสต์นิกายกรีก-ออธอดอกซ์ได้รับการยกย่องจากสุลฏอนมุฮัมมัด อัล-ฟาติหฺ และมีอำนาจในการปกครองคริสตจักรออธอดอกซ์มากยิ่งกว่าในสมัยโรมันไบแซนไทน์ และยังมีสถานะเป็น “วะซีรฺ” ของสุลฏอนแห่งอุษมานียะฮฺอีกด้วย การเปลี่ยนมหาวิหารอายาโซเฟียเป็นมัสยิดญามิอฺแห่งนครอิสตันบูลของ สุลฏอนมุฮัมมัด อัล-ฟาติหฺถือเป็นเพียงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ชาวเติร์กมุสลิมได้ยึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลของจักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์แล้ว หลังจากที่ชาวมุสลิมเคยพยายามปิดล้อมราชธานีแห่งนี้นับแต่ยุคต้นอิสลามถึง 29 ครั้ง

กระนั้น มหาวิหาร โบสถ์ในคริสตศาสนาและสำนักสงฆ์ของชาวคริสต์อื่นๆก็ได้รับการคุ้มครอง ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิดญามิอฺ คงมีแต่มหาวิหารอายาโซเฟียแห่งเดียวเท่านั้นที่ถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิดญามิอฺ และกลายเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมในการก่อสร้างมัสยิดขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา เช่น มัสยิดญามิอฺ สุลฏอนอะหฺมัดที่ 1 ซึ่งรู้จักกันในนามว่า “มัสยิดสีน้ำเงิน” และตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับมัสยิดญามิอฺ อายาโซเฟีย เป็นต้น

 

x8526919-7

 

ผู้ปกครองชาวเติร์กแห่งจักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺได้อนุญาตให้ชาวคริสต์ในกรีซและคาบสมุทรบอลข่านสร้างโบสถ์ในคริสตศาสนาโดยเสรี แต่ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศชาวคริสต์ในยุโรปไม่อนุญาตให้ชาวตุรกีสร้างมัสยิดขึ้นในดินแดนของชาวคริสต์ เพราะถือว่าชาวตุรกีเป็นพวกนอกรีตและเป็นศัตรูกับชาวคริสต์ และอคติเช่นนี้ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปจวบจนทุกวันนี้

คำกล่าวที่ว่า “ผ้าโพกศีรษะของสุลต่านแห่งออตโตมาน ยังดีกว่ามงกุฏบนศีรษะของโป๊ปแห่งกรุงโรม” ซึ่งชาวคริสต์นิกายกรีก-ออธอดอกซ์ในยุโรปตะวันออกเคยพูดถึงในยุคอาณาจักรอุษมานียะฮฺเรืองอำนาจ ย่อมชี้ให้เห็นว่าชาวมุสลิมตุรกีได้ปฏิบัติอย่างไรกับชาวคริสต์ในดินแดนใต้อาณัติของจักรวรรดิ์มุสลิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และถึงแม้ว่าชนพื้นเมืองในบัลแกเรีย เซอร์เบีย บอสเนีย และแอลบาเนียเป็นจำนวนมากได้ยอมรับศาสนาอิสลามด้วยความสมัครใจ แต่ประชากรส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันออกในคาบสมุทรบอลข่านก็ยังคงถือในศาสนาคริสต์เฉกเช่นบรรพบุรุษของพวกเขา

หากชาวเติร์กเป็นภัยคุกคามต่อพลเมืองชาวคริสต์และบังคับผู้คนให้เข้ารับอิสลามด้วยคมดาบอย่างที่นักเขียนชาวตะวันตกกล่าวอ้าง พลเมืองชาวคริสต์ในยุโรปตะวันออกก็คงถูกบังคับให้เข้ารับอิสลามจนหมดสิ้นแล้วนับแต่ครั้งที่กองทัพของชาวเติร์กได้พิชิตดินแดนส่วนนี้ของยุโรป และโดยข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ชาวบัลแกเรียน (บุลฆอรฺ) ได้เข้ารับอิสลามนับตั้งแต่สมัยรัฐอิสลามอัล-อับบาสียะฮฺแห่งนครแบกแดดโดยอิบนุ ฟัฎลาน ซึ่งเป็นราชทูตของเคาะลีฟะฮฺอัล-มุกตะดิรฺ บิลลาฮฺ (ค.ศ.908-932) ที่ถูกส่งไปเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตกับกษัตริย์ของชนชาติสล๊าฟในบัลแกเรียเมื่อปีค.ศ.921 และพลเมืองบอสเนีย (อัล-บุชนาก) ตลอดจนชาวแอลบาเนีย (อัรฺ-นาอูฏ) ก็เข้ารับอิสลามโดยสมัครใจ มิได้ถูกชาวเติร์กบังคับขืนใจแต่อย่างใด

 

25-8

 

บทสรุป

ศาสนาอิสลามอุบัติขึ้นด้วยการประกาศของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ศาสนทูตท่านสุดท้าย นับตั้งแต่ปีค.ศ.610 พลเมืองในคาบสมุทรอาหรับในช่วงเวลานั้นมีความเป็นพหุวัฒนธรรม มีความหลากหลายในด้านสังคมวิทยา การประกาศศาสนาของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) และเหล่าสาวกของท่านในเวลาต่อมาได้หลอมรวมความเป็นพหุวัฒนธรรมของพลเมืองที่เข้ารับอิสลามภายใต้หลักคำสอนของคัมภีร์อัล-กุรอานและวจนะของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ซึ่งกลายเป็น “ประชาคมมุสลิม” ที่มีเอกภาพในด้านความเชื่อและวิถีปฏิบัติโดดเด่นด้วยอัตลักษณ์ในความเป็นมุสลิม แต่ยังคงความเป็นพหุวัฒนธรรมที่ถูกกำกับด้วยหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ตราบจนทุกวันนี้

“ประชาคมมุสลิม” ทั่วโลกยังคงมีความเป็นพหุวัฒนธรรม เพราะประชาคมมุสลิมมิใช่กลุ่มชนที่มีชาติพันธุ์เดียว ภาษาเดียว ขนบธรรมเนียมเดียว ถึงแม้ว่าประชาคมมุสลิมจะศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว มีศาสนทูตท่านเดียวกัน มีคัมภีร์และชุมทิศ ตลอดจนการประกอบศาสนกิจเดียวกันก็ตาม แต่ในความเป็นเอกภาพของประชาคมมุสลิมในเรื่องดังกล่าว ก็มีความเป็นพหุวัฒนธรรมที่หลักคำสอนของอิสลามให้การยอมรับและเปิดพื้นที่สำหรับการคงอยู่ของพหุวัฒนธรรมในความเป็นประชาคมมุสลิม

 

%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%a5

 

ศาสนาอิสลามคือศาสนาแห่งพระผู้ทรงสร้าง พระผู้ทรงเอกะ ทรงส่งท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) มาประกาศแก่มนุษยชาติซึ่งมีความเป็นพหุวัฒนธรรมและความหลากหลาย ความเป็นสากลของศาสนาอิสลามมิได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะชนชาติอาหรับ ภาษา และวัฒนธรรมของชาวอาหรับเท่านั้น ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมของชาวอาหรับจะมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของประชาคมอื่นที่ไม่ใช่ชาวอาหรับก็ตาม แต่ศาสนาอิสลามเป็นหลักคำสอนและวิถีอันเป็นทางนำสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล

ประชาคมมุสลิมมีพันธกิจในการเผยแผ่หลักคำสอนของศาสนาอิสลามสู่การรับรู้ของมนุษยชาติทั้งมวลซึ่งการเผยแผ่และการเรียกร้องสู่ศาสนาอิสลามจำต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน มีการสื่อสาร และการพบปะสังสรรค์ระหว่างกันบนพื้นฐานของสันติวิธี วิทยปัญญา และการสานเสวนา

ความเป็นพหุวัฒนธรรมในกรอบแห่งคำสอนของอิสลามสำหรับประชาคมมุสลิมทั่วโลกคือปรากฏการณ์จริง และความเป็นพหุวัฒนธรรมของประชาคมโลกที่มิใช่มุสลิมก็คือปรากฏการณ์จริง ปรากฏการณ์ทั้งสองเป็นสภาวการณ์ที่อยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ของมนุษยโลกนับแต่การประกาศศาสนาอิสลามของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)

และประวัติศาสตร์นานนับพันปีที่ผ่านมายืนยันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าประชาคมมุสลิมอุบัติขึ้นท่ามกลางพหุวัฒนธรรมและอยู่ร่วมกับความเป็นพหุวัฒนธรรมของผู้คนหลากหลายซึ่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองในรัฐอิสลาม และอารยธรรมอิสลามได้ก่อกำเนิดขึ้นบนพื้นฐานของพหุวัฒนธรรมโดยผู้คนทั้งที่เป็นมุสลิมและมิใช่มุสลิม ทั้งที่เป็นชาวอาหรับและมิใช่ชาวอาหรับ ต่างก็มีส่วนขับเคลื่อนอารยธรรมอิสลามสู่ยุคทองของประวัติศาสตร์มนุษยชาติแล้วทั้งสิ้น และประชาคมมุสลิมยังคงเป็นส่วนหนึ่งของพหุวัฒนธรรมในสังคมโลกตราบจนถึงวาระสุดท้ายของโลกนี้

 

ขอขอบคุณ อาจารย์อาลี เสือสมิง

แบ่งปัน