การแผ่ขยายอาณาเขตของรัฐอิสลามกับการขยายตัวของสังคมพหุวัฒนธรรม

รัฐอิสลามช่วงสมัยการปกครองของวงศ์อัล-อุมาวียะฮฺ (ฮ.ศ.40-132/ค.ศ.661-750) แห่งนครดามัสกัส ซีเรีย และวงศ์อัล-อุมาวียะฮฺแห่งนครโคโดบาฮฺ (กุรฺฏุบะฮฺ) ในอัล-อันดะลุส (เอ็นดะลูเซีย-สเปน) (ฮ.ศ.138-422/ค.ศ.756-1031) พลเมืองในรัฐอิสลามที่กินอาณาเขตนับจากเขตแดนทางทิศตะวันตกของประเทศจีน (แคว้นซินเกียง-ตุรกีสถานตะวันออก) และแคว้นสินธุของอินเดียจรดมหาสมุทรแอตแลนติกด้านแอฟริกาเหนือ (มอรอคโค) และคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปน-โปรตุเกส) ทางทิศตะวันตกฉียงใต้ของทวีปยุโรป เป็นพลเมืองที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรมทั้งในด้านชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีการดำเนินชีวิต

ถึงแม้ว่าพลเมืองส่วนใหญ่ในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของรัฐอิสลามจะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามแล้วภายหลังการพิชิตดินแดนของชาวมุสลิม แต่พลเมืองอีกเป็นจำนวนมากยังคงดำรงอัตลักษณ์และสืบสานวัฒนธรรมเดิมของตนภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมอาหรับโดยเสรีและอยู่ร่วมกับชาวมุสลิมอย่างปกติสุข ชาวยิวในนครดามัสกัสซีเรียและนครคอร์โดบาฮฺ (สเปน) ได้ตั้งชุมชนอยู่ท่ามกลางชุมชนของชาวมุสลิม สถานภาพของชาวยิวในรัฐอิสลามได้รับการคุ้มครองจากชาวมุสลิมในฐานะกลุ่มชนแห่งคัมภีร์ (อะฮฺลุลกิตาบ) และกลุ่มชนแห่งพันธสัญญา (อะฮฺลุซซิมมะฮฺ) ต่างจากชาวยิวที่ถูกกดขี่ในดินแดนของยุโรป

 

iraq-qa-eda-460_788936c

 

ในขณะเดียวกันชาวคริสต์ต่างนิกายในรัฐอิสลามก็สามารถอาศัยอยู่ร่วมกับชาวมุสลิมอาหรับได้อย่างเสรีและเป็นปกติสุข ต่างจากกรณีของจักรวรรดิโรมันไบแซนไทน์ที่เคยกดขี่ชาวคริสต์ต่างนิกายในอียิปต์และสเปน ชาวคริสต์ในสเปนภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมที่เรียกกันว่า “ชาวโมซาราเบสค์” ได้รับเอาวัฒนธรรมของชาวอาหรับมุสลิมทั้งในด้านการแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม อาหารการกินและหลงใหลในวัฒนธรรมแบบชาวอาหรับซึ่งถูกเรียกขานในสเปนว่า “พวกมัวร์” ทั้งๆที่พวกเขายังคงถือศาสนาคริสต์

ในแคว้นฟาริส (เปอร์เซีย-อิหร่าน) และดินแดนเบื้องหลังแม่น้ำในเอเชียกลางของพวกเติร์ก-มองโกล วัฒนธรรมของชนเผ่าและอิทธิพลของอารยธรรมจีนก็ยังคงดำรงอยู่ถึงแม้ว่าศาสนาอิสลามจะเริ่มแผ่เข้าสู่กลุ่มชนพื้นเมืองบางเผ่าแล้วก็ตาม

เส้นทางการค้าทางบกที่เชื่อมพลเมืองในทวีปเอเชียจากตะวันออกถึงตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งเรียกกันว่า “เส้นทางสายไหม” เริ่มต้นจากเมือง “ฉางอาน” (ซีอาน) ราชธานีของราชวงศ์ถังในประเทศจีน มุ่งหน้าสู่ดินแดนทางทิศตะวันตก ผ่านเอเชียกลางเข้าสู่อิหร่าน อิรัก และซีเรียตามลำดับ มีปลายทางที่เมืองท่าในเอเชียไมเนอร์ ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และไปถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลของจักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์ เส้นทางสายไหมคือเส้นทางของการผ่องถ่ายพหุวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนภาคพื้นทวีปเอเชียในสมัยโบราณ วัฒนธรรมของกรีก เปอร์เซีย อินเดีย และโรมัน ตลอดจนวัฒนธรรมจีนต่างก็มีการเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนในระหว่างกันผ่านเส้นทางสายไหมทั้งสิ้น

 

ชาวฮินดู-พราหมณ์ในเมืองมุลตาน แคว้นสินธุก็ยังคงดำรงวัฒนธรรมและความเชื่อของพวกตนภายใต้การปกครองของชาวมุสลิม ส่วนแคว้นแคชเมียร์-ศรีนาคานั้นเจ้าผู้ครองแคว้นได้เข้ารับอิสลามตามการเผยแผ่ของเคาะลีฟะฮฺอุมัร อิบนุ อับดิลอะซีซ (ฮ.ศ.61-101/ค.ศ.681-720) แห่งวงศ์อัล-อุมาวียะฮฺที่มีสารไปถึง ทำให้พลเมืองในแคว้นแคชเมียร์-ศรีนาคาเข้ารับอิสลามตามเจ้าผู้ครองนครและกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลามโดยสมบูรณ์และสันติวิธี

รัฐอิสลามในสมัยการปกครองของวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺแห่งนครแบกแดด อีรัก (ฮ.ศ.132-656/ค.ศ.750-1259) ซึ่งเป็นยุคทองของอารยธรรมอิสลามในช่วงยุคกลาง พลเมืองต่างวัฒนธรรมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอารยธรรมอิสลาม มีการตั้ง “บัยตุลหิกมะฮฺ” เพื่อรวบรวมตำรับตำราของกลุ่มชนต่างวัฒนธรรมและแปลเป็นภาษาอาหรับ บัยตุลหิกมะฮฺแห่งนครแบกแดดกลายเป็นหอสมุดขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงยุคกลางและเป็นแหล่งวิทยาการที่รวบรวมนักแปล นักเขียน นักกวี ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา นักดาราศาสตร์ นักการแพทย์ นักคณิตศาสตร์-พีชคณิต ฯลฯ ที่สร้างผลงานในด้านศิลปะวิทยาของศาสตร์ทุกแขนง ซึ่งบรรดานักปราชญ์ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากบรรดาเคาะลีฟะฮฺแห่งนครแบกแดดมีทั้งชาวอาหรับ ชาวยิว ชาวคริสต์หลากหลายนิกาย ชาวศอบิเอียน (สุรยาเนียน) ชาวเปอร์เซียและอินเดีย เป็นต้น

 

bazaar-michele-molinari

 

 

อาจกล่าวได้ว่า รัฐอิสลามในสมัยการปกครองของวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺแห่งนครแบกแดด เป็นยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของพหุวัฒนธรรมในช่วงยุคกลางซึ่งชาวมุสลิมและกลุ่มชนต่างวัฒนธรรมได้มีส่วนร่วมในการสรรค์สร้างอารยธรรมอิสลามที่เจริญสุดขีดในช่วงยุคกลาง อารยธรรมอิสลามจึงเป็นผลของพหุวัฒนธรรมที่ถูกหลอมรวมภายใต้วิสัยทัศน์ของบรรดาเคาะลีฟะฮฺแห่งนครแบกแดดอย่างไม่ต้องสงสัย

ในช่วงเวลาที่เคาะลีฟะฮฺจากวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺแห่งนครแบกแดดเรืองอำนาจ มีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่ชาวอาหรับได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในราชสำนักและการปกครองหัวเมือง เช่น กลุ่มชาติพันธุ์อารยันซึ่งเป็นชาวเปอร์เซียเดิมจากเมืองบะลัค (บักเตรีย) เรียกว่า “พวกอัล-บะรอมิกะฮฺ” ดำรงตำแหน่งวะซีรฺ (มหาเสนาบดี) อาทิ คอลิด อิบนุ บัรฺมัก (เสียชีวิตค.ศ.782) เป็นผู้ทรงอิทธิพลในรัชสมัยเคาะลีฟะฮฺอบุลอับบาส อัส-สัฟฟาหฺ ต้นราชวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺ, ยะหฺยา อิบนุ คอลิด (เสียชีวิตค.ศ.805) เป็นราชครูของเคาะลีฟะฮฺฮารูน อัร-เราะชีดและเป็นมหาเสนาบดีของพระองค์, อัล-ฟัฎล์ อิบนุ ยะหฺยา เป็นพี่น้องร่วมแม่นมกับเคาะลีฟะฮฺฮารูน อัร-เราะชีดและเป็นราชครูของเจ้าชายอัล-อะมีน องค์รัชทายาท และญะอฺฟัร อิบนุ ยะหฺยา อัล-บัรฺมะกียฺ เป็นต้น

 

เมื่อวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺแห่งนครแบกแดดมีอำนาจอ่อนแอลง ตระกูลของเหล่าขุนนางเชื้อสายเปอร์เซียในหัวเมืองภาคตะวันออกของอาณาจักรอัล-อับบาสียะฮฺ เช่น แคว้นคุรอสาน เป็นต้น ได้ตั้งตนขึ้นเป็นรัฐอิสระ อาทิ รัฐอิสระอัฏ-ฏอฮิรียะฮฺ (ค.ศ.820-872) รัฐอิสระอัศ-ศอฟฟารียะฮฺ (ค.ศ.867-903) และรัฐอิสระอัส-สามานียะฮฺ (ค.ศ.873-999) รัฐอิสระทั้งสามนิยมในวัฒนธรรมแบบเปอร์เซียแต่ยอมรับในเชิงสัญลักษณ์ต่อสถานภาพของเคาะลีฟะฮฺแห่งนครแบกแดด ส่วนรัฐอิสระอัล-ฆอซนะวียะฮฺ (ค.ศ.962-1187) ซึ่งปกครองดินแดนภาคตะวันออกของอิหร่าน อัฟกานิสถาน และแคว้นปัญจาบนั้นเป็นพวกเติร์ก เผ่าอัล-ฆอซฺ แต่นิยมวัฒนธรรมแบบเปอร์เซียในด้านภาษาและวรรณกรรม

 

141106-noor-iraq_ej91oy

 

นักกวีเอกชาวเปอร์เซียนามว่า อัล-ฟิรฺเดาสียฺ (ราวค.ศ.932-1020) ผู้เป็นเจ้าของวรรณกรรม “ชาฮฺ นามะฮฺ” ที่มีบทกวี 60,000 บทก็อยู่ในยุคเรืองอำนาจของสุลฏอนมะหฺมูด อัล-ฆอซนะวียฺ (ค.ศ.998-1030) และได้รับการอุปถัมภ์จากพระองค์ นักปราชญ์อบู อัรฺ-รอยหาน อัล-บีรูนียฺ อัล-คุวาริซมียฺ (เสียชีวิตค.ศ.1048) นักคณิตศาสตร์, เคมี, ดาราศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ก็เป็นชาวเปอร์เซียที่สร้างผลงานทางวิชาการภายใต้การอุปถัมภ์ของเหล่าสุลฏอนแห่งรัฐอิสระอัล-ฆอซนะวียะฮฺเช่นกัน

ในขณะที่รัฐอิสระอัส-สามานียะฮฺก่อนหน้านั้นได้ฟื้นฟูภาษาเปอร์เซีย และอุปถัมภ์บรรดานักปราชญ์ นักวรรณกรรม และนักกวีเปอร์เซียจำนวนมาก เช่น ญะอฺฟัรฺ รูดกียฺ (เสียชีวิตค.ศ.940) นักกวีผู้เรียบเรียงวรรณกรรม “กะลีละฮฺ ว่า ดิมนะฮฺ” และ “เรื่องเล่าของซินแบด” และอบุลกอสิม อัล-ฟิรเดาสียฺก่อนที่จะย้ายไปรับใช้ราชสำนักแห่งนครอัล-ฆอซนะฮฺของวงศ์อัล-ฆอซนะวียะฮฺ นอกจากนี้ อบูบักร์ มุฮัมมัด อิบนุ ซะกะรียา อัร-รอซียฺ (ค.ศ.865-923) นักการแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกมุสลิม ซึ่งถูกขนานนามว่า “กาลิโนสของชาวอาหรับ” และเป็นนักปราชญ์ในสาขาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ปรัชญา การแพทย์ ตรรกวิทยา และวรรณกรรม ตลอดจน อิบนุ สีนา (อะวีเคนน่า) อบูอะลี (ค.ศ.980-1037) นักปราชญ์และนักการแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ในอารยธรรมอิสลาม ทั้งสองนี้ก็เป็นผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากเหล่าผู้ปกครองของรัฐอิสระอัส-สามานียะฮฺเช่นกัน

วัฒนธรรมเปอร์เซียได้รับการฟื้นฟูด้วยการอุปถัมภ์ของเหล่าผู้ปกครองของรัฐอิสระซึ่งแผ่อำนาจในเขตแดนเดิมของจักวรรดิ์เปอร์เซีย โดยการฟื้นฟูวัฒนธรรมที่มิใช่อาหรับนี้เป็นผลงานของผู้ปกครองที่เป็นชาวมุสลิม มิใช่ชาวเปอร์เซียที่ถือในศาสนาโซโรอัสเตอร์ (มะญูสียะฮฺ) ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ประเด็นนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า ชาวมุสลิมยังคงยอมรับวัฒนธรรมเดิมที่ไม่ขัดกับหลักคำสอนในศาสนาอิสลาม เช่น ศิลปวิทยาการ และภาษา-วรรณกรรม เป็นต้น และชาวมุสลิมรู้จักในการประยุกต์ใช้ข้อดีของวัฒนธรรมเดิมและพัฒนาต่อยอดวัฒนธรรมดังกล่าวได้อย่างกลมกลืนและแยบยล เป็นผลทำให้อารยธรรมอิสลามในยุครุ่งเรืองมีความหลากหลายและมีความเป็นสากล อย่างที่ไม่เคยมีอารยธรรมใดๆของมนุษยชาติบรรลุถึงมาก่อน

ในรัชสมัยเคาะลีฟะฮฺอัล-มุอฺตะศิม บิลลาฮฺ แห่งวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺ (ค.ศ.833-842) เป็นต้นมา ราชสำนักแห่งนครแบกแดดถูกกุมอำนาจโดยกลุ่มชาติพันธุ์ “เติร์ก” ซึ่งเข้ามาในฐานะกองทหารรักษาพระองค์ของเคาะลีฟะฮฺ และมีบทบาทในฐานะขุนนางฝ่ายทหารที่ทรงอิทธิพลต่อราชสำนัก ตลอดจนมีอำนาจปกครองหัวเมืองสำคัญในแคว้นชามและอียิปต์ เช่น อัล-อัฟชีน, บักบาก และยัรฺกูค เป็นต้น

 

%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%b0-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84

 

กลุ่มชาวเติร์กได้สถาปนารัฐอิสระในแคว้นชาม (ซีเรีย) และอียิปต์ อาทิ รัฐอิสระอัฏ-ฏูลูนียะฮฺ (ค.ศ.868-905) รัฐอิสระอัล-อิคชีดียะฮฺ (ค.ศ.935-969) เป็นต้น กลุ่มชาติพันธุ์เติร์ก “เผ่าเติร์กกะเมน” นับเป็นกลุ่มชนต่างวัฒนธรรมที่มิใช่อาหรับและเปอร์เซียที่มีอิทธิพลมากที่สุดในช่วงปลายรัชสมัยวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺ มี “เลสญูกเติร์ก” เป็นสายตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจปกครองแคว้นฟาริส (อิหร่าน), อีรัก, รูม (อนาโตเลีย) และซีเรีย ในช่วงระหว่างคริสตศตวรรษที่ 11-13

ในรัชสมัยสุลฏอนอัลบ์ อัรฺสะลาน (เสียชีวิตค.ศ.1072) แห่งเสลญูก เติร์ก ได้เกิดสมรภูมิมานซิเคิร์ด (มะลาซกุรฺด์) ระหว่างกองทัพของชาวเติร์กมุสลิมกับกองทัพของจักพรรดิ์โรมานุส ดิโอจิเนส แห่งโรมันไบแซนไทน์ ในปีค.ศ.1071 ซึ่งกองทัพของเสลญูก เติร์กได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ทำให้คาบสมุทรอนาโตเลียกลายเป็นเขตแดนของชาวมุสลิม และเป็นฐานที่มั่นของเสลญูกแห่งรูมที่ทรงอิทธิพลจนถึงปลายคริสตศตวรรษที่ 14  และสมรภูมิมานซิเคิร์ดเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดสงครามครูเสดในปีค.ศ.1096 ระหว่างโลกมุสลิมกับชาวคริสต์ในยุโรปซึ่งกินเวลานับร้อยปี สงครามครูเสดอาจจะเป็นตัวอย่างสำหรับการปะทะของกลุ่มประชาคมต่างวัฒนธรรม แต่ทว่าในการปะทะของสองวัฒนธรรมใหญ่ก็มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในระหว่างกันตามมาด้วยในคราเดียวกัน

และเมื่ออาณาจักรเสลญูก เติร์กอ่อนแอลง กลุ่มชาติพันธุ์เคิร์ดก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในช่วงสงครามครูเสด ดังกรณีของสุลฏอนเศาะลาหุดดีน อัล-อัยยูบียฺ (ค.ศ.1138-1193) และราชวงศ์อัล-อัยยูบียะฮฺในอียิปต์และซีเรีย (ค.ศ.1173-1249) เป็นชาวเคิร์ด มิใช่ชาวอาหรับหรือเติร์ก ต่อมาพวกทาสในราชวงศ์อัล-อัยยูบียะฮฺซึ่งถูกเรียกขานว่า “พวกมะมาลีก” ที่มีทั้งเติร์ก เจอร์กิส (คอเคเซียน) และมองโกล ได้สืบอำนาจและรับภารกิจในการต่อสู้กับกองทัพครูเสดต่อมาจนถึงสมัยการแผ่อำนาจของอุษมานียะฮฺตุรกี (ออตโตมาน เติร์ก)

 

mosul_houses

 

จักวรรดิอุษมานียะฮฺ (ออตโตมาน เติร์ก) ที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยอุษมานที่ 1 (ค.ศ.1281) และแผ่ขยายดินแดนจากคาบสมุทรอนาโตเลียสู่คาบสมุทรบอลข่าน (ยุโรปตะวันออก) และกลุ่มประเทศอาหรับทั้งในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้รวมถึงแอฟริกาเหนือ โดยสุลฏอนมุฮัมมัด (เมหฺเมด) อัล-ฟาติหฺสามารถพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล ราชธานีของจักรวรรดิ์ไบแซนไทน์ในปีค.ศ.1453 และย้ายศูนย์กลางการปกครองจากเอเดรียโนเปิ้ล (อะดิรฺนะฮฺ) มายังกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล (อิสตันบูล) ต่อมาสุลฏอนสะลีม ข่าน ที่ 1 ได้แผ่อำนาจเข้าสู่ดินแดนของชาวอาหรับและผนวกซีเรีย ปาเลสไตน์ อียิปต์ และแอฟริกาเหนือ รวมถึงคาบสมุทรอาหรับบางส่วนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺนับแต่ปีค.ศ.1516 ส่วนดินแดนในคาบสมุทรบอลข่านทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรปนั้น กองทัพของอุษมานียะฮฺสามารถผนวกดินแดนส่วนนี้นับแต่ตอนปลายคริสตศตวรรษที่ 14 แล้ว

 

ขอขอบคุณ อาจารย์อาลี เสือสมิง

แบ่งปัน