เดือนกุมภาพันธ์คือเดือนแห่งความรักตามความเชื่อของกลุ่มชนอื่นที่ไม่ใช่อิสลาม โดยถือให้ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์  คือวันแห่งความรัก ส่วนประวัติความเป็นมาของวันแห่งความรักนั้น มีหลากหลายสายรายงานเลยทีเดียว หนึ่งในนั้นคือ  วันวาเลนไทน์ ซึ่งเกิดขึ้นระลึกถึงนักบุญเซนต์วาเลนไทน์

(Saint Valentine) ผู้รับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 เพราะในยุคนั้นมีกฏหมายห้ามไม่ให้มีแต่งงานของพวกคริสเตียน แต่เซนต์วาเลนไทน์ยังแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและ รับโทษ โดยในขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอดซึ่งเป็นลูกสาวของผู้คุม ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ แต่เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงหูกษัตริย์ เซนต์วาเลนไทน์จึงถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจและยึดถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันแห่งความรัก นั่นเอง ที่เกรินนำให้ฟังนั้นเพียงเพราะว่าอยากจะชี้ให้เห็นว่า เทศกาลวันแห่งความรัก ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามเลย

จากความเชื่อในเรื่องวันแห่งความรัก ทำให้หนุ่มสาวในยุค 4.0 พร้อมพลีกายถวายพรหมจรรย์ให้แด่คู่รักของตน ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ผิดอย่างรุนแรง ณ ปัจจุบันในประเทศไทยเด็กผู้หญิงอายุตั้งแต่ 10-20 ปีตั้งครรภ์ก่อนไวอันควรเป็นจำนวนมาก (สถิติของสำนักอนามัยการเจริญพันธ์) ที่น่าตกใจจากเหตุการณ์ดังกล่าวลุกลามมาถึงสังคมมุสลิมและนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

อิสลามไม่ห้ามในเรื่องราวของความรัก แต่อิสลามส่งเสริมในเรื่องราวของความรัก แต่จะต้องเป็นความรักที่ถูกต้องตามครรลองของศาสนา ลองมาดูกันว่า ความรักที่ถูกต้องตามครรลองของศาสนาเป็นเช่นไร

 

valentines-2

 

ความรักในกรอบของอัล-กุรอาน

” จงประกาศเถิด มาตรแม้นพวกท่านมีความรักในอัลลอฮ์ พวกท่านก็จง (ประพฤติ) ตามฉันแน่นอนอัลลอฮ์จะรักพวกท่านและทรงให้อภัยแก่พวกท่าน บรรดาความผิดของพวกท่านและอัลลอฮ์ทรงให้อภัย อีกทั้งทรงเมตตายิ่ง”           (ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน โองการที่ 31)

จากโองการดังกล่าวพอจะสรุปเรื่องราวความรักได้ดังนี้

  1. ความรักที่ถูกต้องคือรักเพื่ออัลลอฮ์ เกลียดเพื่ออัลลอฮ
  2. ประพฤติตามแบบอย่างที่ท่านศาสดาทรงสอนไว้
  3. ไม่ประพฤติผิดฝ่าฝืน ชิงสุกก่อนห่าม

รักอย่างไรให้เป็นความรักที่ฮาลาล อยากพาทุกทุกท่านมาดูความหวานของท่านศาสดาที่มีต่อภรรยาของท่าน

 

muslim-couple-and-sunset

 

11 ความหวานของศาสดาต่อภรรยา

  1. เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก

ท่านเราะซูล  กล่าวกับท่านหญิงอาอิชะฮ์ว่า “ฉันรับรู้ว่าคราใดที่เธอพอใจในตัวฉัน และคราใดที่เธอไม่พอใจในตัวฉันยามที่เธอพอใจ เธอจะพูดว่า ไม่ค่ะขอสาบานด้วยพระเจ้าของมุฮัมมัดแต่ยามที่เธอไม่พอใจ เธอจะพูดว่า ไม่ค่ะ ขอสาบานด้วยพระเจ้าของอิบรอฮีม”(บันทึกโดยอิมามมุสลิม)

  1. ดื่มและกินในรอยเดียวกัน

ท่านหญิงอาอิชะฮ์เล่าว่า ” ท่านนะบี จะดื่มน้ำต่อจากฉัน โดยประทับริมฝีปากของท่านตรงกับที่ริมฝีปากของฉันได้ดื่มไป และจะกินชิ้นเนื้อในรอยเดิมที่ฉันกิน”(บันทึกโดยอิมามมุสลิม)

3.นอนหนุนตักอ่านอัลกุรอานให้เธอฟัง

ท่านหญิงมัยมูนะฮ์ เล่าว่า ” ท่านเราะซูล นอนหนุนตักภรรยาขณะที่เธอมีประจำเดือน และอ่านอัลกุรอานให้เธอฟัง” (บันทึกโดยอิมามอะหมัด)

4.เดินเล่นกับเธอ

“ท่านนะบี  มักจะเดินเล่นพร้อมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านหญิงอาอิชะฮ์ในยามค่ำคืนเสมอ”(บันทึกโดยอิมามอัลบุคอรีย์)

5.ช่วยเหลืองานบ้าน

มีผู้ถามท่านหญิงอาอิชะฮ์ ว่า “ท่านเราะซูล  ทำอะไรบ้างเมื่ออยู่ในบ้าน”เธอตอบว่า “ท่านช่วยเหลืองานบ้านเป็นประจำ และเมื่อถึงเวลาละหมาด ท่านก็ออกไปละหมาด” (บันทึกโดยอิมามอัลบุคอรีย์)

6.ทำงานเองเพื่อแบ่งเบาภาระของเธอ

มีผู้ถามท่านหญิงอาอิชะฮ์ ว่า “งานใดบ้างในบ้านที่ท่านทำเอง” เธอตอบว่า “เย็บเสื้อผ้า เย็บรองเท้า รีดนมแกะ และบริการตัวเอง” (บันทึกโดยอิมามอะหมัด)

    1. เรียกขานเธอด้วยสำเนียงที่ไพเราะ

ท่านเราะซูล จะเรียกท่านหญิงอาอิชะฮ์ว่า “โอ้อาอิช (ย่อจากอาอิชะฮ์) ญิบรีลฝากสลามถึงเธอนะ”
(บันทึกโดยอิมามอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

บางครั้งท่านก็เรียกเธอว่า “ฮุมัยรอ” หมายถึง สาวน้อยแก้มแดง ท่านหญิงอาอิชะฮ์ คอยออดอ้อนต่อท่านนะบี  ว่า ภรรยาทุกคนล้วนมีชื่อรองยกเว้นฉัน ท่านเราะซูล  จึงให้ชื่อรองเธอว่า “อุมมุ อับดุลลอฮ์” (บันทึกโดยอิมามอะหมัด)

 

pexels-photo-207962

 

  1. ไม่ห่างเหินเธอ ยามเธอมีประจำเดือน

ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เล่าว่า “ท่านเราะซูล  จะนอนหนุนตักฉัน ขณะฉันมีประจำเดือน และอ่านอัลกุรอานให้ฉันฟัง เอี๊ยะติกาฟในมัสยิด โดยยื่นศรีษะให้ฉันหวีผม ในขณะที่ฉันอยู่นอกมัสยิด ช่วงที่ฉันมีประจำเดือน” (บันทึกโดยอิมามอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

  1. ผ่อนคลายทุกข์ให้เธอ

เมื่อภรรยาคนใดโกรธหรือตกใจ ท่านนะบี จะวางมือของท่านบนบ่าของเธอ และกล่าวดุอาว่า
“อัลลอฮุมมัฆฟิรละฮา วะอัซฮิบฆอยซะก็อลบิฮา วะอะอิซฮา มินัลฟิตะนิ”
ความว่า : ข้าแต่อัลลอฮ์ โปรดทรงอภัยให้เธอ โปรดขจัดความขุ่มมัวในใจเธอ โปรดทรงคุ้มครองเธอจากภัยทั้งปวง

  1. ให้เธอเป็นที่ปรึกษาเคียงกาย

ท่านนะบี  ได้ปรึกษา ท่านหญิงอุมมุซะละมะฮ์ ในครั้งที่เสร็จจากการทำสัญญา สงบศึกกับชาวกุเรซ ณ อัลฮุดัยบิยะฮ์ โดยท่านได้สั่งให้ศอฮาบะฮ์ ตะหัลลุ้ล โดยการโกนหรือตัดผม เพื่อทำให้สิ้นสุดพิธีอุมเราะฮ์ แต่บรรดาศอฮาบะฮ์ ไม่ยอมทำตามเนื่องจากเกิดความเสียใจ และเจ็บปวดจากการถูกกีดกันมิให้เข้ามักกะฮ์เพื่อทำอุมเราะฮ์ ท่านนะบีกลุ้มใจ และเสียใจเป็นอย่างมาก และเข้าไปในเต้นท์ของท่านหญิงอุมมุซะละมะฮ์ ปรับทุกข์กับเธอและปรึกษาเธอ นางก็ให้คำปรึกษาที่ดี โดยแนะให้ท่านเริ่มตะหัลลุ้ลก่อน ศอฮาบะฮ์จึงทำตามกันอย่างพร้อมเพรียง

  1. ป้อนอาหารให้เธอ

ท่านเราะซูล กล่าวว่า “อาหารแม้เพียงคำเดียวที่สามีป้อนให้ภรรยา นับเป็นทานที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดี” (บันทึกโดยอิมามอัลบุคอรีย์)

สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากผู้อ่านที่รักทุกท่านคือ อิสลามไม่มีวันแห่งความรัก ไม่มีเดือนแห่งความรัก แต่อิสลามส่งเสริมให้แสดงความรักในทุกๆวัน และจะรัก หรือ จะเกลียด ก็เพื่ออัลลอฮ์ มิใช่เพื่อสนองอารมณ์ ก่อนจากอยากฝากคำกว่างของท่านศาสดาที่ว่า

“ผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่พวกท่านจะยังไม่ศรัทธา (โดยสมบูรณ์) จนกว่าเขาจะรักพี่น้องของเขาเสมือนกับที่เขารักตัวของเขาเอง”

แบ่งปัน