ละหมาด เป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่มากๆ ใหญ่กว่าคนที่อยู่ในคำถามคิด หากเขารู้เขาทราบตามหลักการศาสนาแล้วเขาจะไม่พูดและไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน

การละหมาดเป็นเสาหลักของศาสนา : ถ้าศาสนาอิสลามเปรียบดั่งบ้านละหมาดก็เทียบเท่ากับเสาบ้าน บ้านจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีเสาบ้าน ดังนั้น เมื่อเสาหักโค่นลง บ้านก็จะพังทลายด้วยแน่ เช่นเดียวกับการละหมาดเมื่อผู้ที่ละทิ้งมันผู้นั้นก็ได้ทำให้ศาสนาหักโค่นลงด้วย ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวในบันทึกของอาหมัด ติรมีซี และอิบนุมาญะห์ ความว่า “ศรีษะของกิจการคืออิสลาม และเสาของอิสลามคือละหมาด”

การละหมาดคือสิ่งแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนในวันกิยามะห์: ดังนั้น เมื่อผลสอบสวนมันดี อัลลอฮฺก็จะสอบสวนกิจกรรมอื่นๆที่เหลือต่อ แต่ถ้าไม่ดีพระองค์ก็จะนำตัวผู้นั้นเข้านรกไป ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวความว่า “สิ่งแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนในวันกิยามะห์คือ การละหมาด ดังนั้นเมื่อมันดี กิจกรรมอื่นๆของเขาก็ดีด้วย แต่ถ้ามันไม่ดี กิจกรรมอื่นๆของเขาก็เสียหายไปด้วย”

การละหมาดคือข้อต่างระหว่างมุสลิมกับกาฟิร ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวในบันทึกของมาลิกและบัยฮะกี ความว่า “แท้จริงระหว่างคนหนึ่ง กับซิริก(การภาคี)และกุฟุร(ทรยศ) คือการละทิ้งละหมาด”

การละหมาดป้องกันชีวิตของมุสลิมได้ : มีหะดิษในบันทึกของบุคอรี ความว่า “ครั้งหนึ่งท่านคอลิดบินวะลีด(ร.ฎ.) ได้ขออนุญาตต่อศาสนทูต(ซ.ล.)แห่งอัลลอฮฺ(ซบ.) เพื่อสังหารชายคนหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่สมควรถูกประหารชีวิตแล้ว แต่ท่านนบี(ซ.ล.) ก็ห้ามท่านคอลิดไว้โดยกล่าวว่า : อย่า…คนนี้อาจจะทำการละหมาดก็ได้” ดังนั้นเขาจะได้รับการคุ้มครองชีวิตเมื่อเขาละหมาด

ผู้ละทิ้งละหมาดหลักประกันของอัลลอฮฺจะพ้นจากเขา : ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวไว้ความว่า “บุคคลที่ละทิ้งละหมาดประจำวันโดยเจตนา หลักประกันของอัลลอฮฺถูกเพิกถอนจากเขาแน่นอน”

ผู้ละทิ้งละหมาดจะไม่ได้ส่วนใดๆในอิสลาม ท่านอะมีรุ้ลมุมินีอุมัร อิบนุ้ลค๊อตตอบ(ร.ฎ.) กล่าวความว่า “ไม่มีส่วนใดในอิสลาม ที่จะมอบเป็นสิทธิกับผู้ละทิ้งละหมาด”

ผู้ละทิ้งละหมาดจะเกิดมาใหม่อยู่ร่วมกับคนกาฟิรระดับหัวหน้า : ท่านอับดุลเลาะห์บินอุมัร(ร.ฎ.) ได้รายงานหะดิษในบันทึกของอาหมัดความว่า : ท่านนบี(ซ.ล.)นั้น วันหนึ่งท่านได้พูดถึงเรื่องละหมาด โดยตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า “บุคคลที่ไม่รักษาไว้ซึ่งละหมาด เขาจะไม่มีรัศมี ไม่มีหลักฐาน ไม่มีความปลอดภัย และในวันกิยามะห์เขาจะอยู่ร่วมกับกอรูน ฟิรอูน ฮามาน และอุบั้ยบนค่อลัฟ”

ผู้ละทิ้งหรือละเลยละหมาดตามเวลาอัลลอฮฺจะนำสู่นรก : อัลลอฮฺทรงตรัสในซูเราะห์อัลมาอูนโองการที่ 4-5 ความว่า “ดังนั้น อัลวีล(นรก) จะได้แก่ บรรดาผู้ต้องละหมาด แต่พวกเขาละเลยการละหมาดของพวกเขา”

ผู้ละทิ้งละหมาดจะประสบกับความหายนะ : อัลลอฮฺทรงตรัสในอัลกุรอานซูเราะห์มัรยัมโองการที่ 59 ความว่า “และแล้วภายหลังจากพวกเขา(เหล่าผู้มีคุณธรรม) หมดไป ก็จะมีคน(ชั่ว)รุ่นหลังสืบต่อมา ซึ่งบรรดาเหล่านั้นต่างละทิ้งการละหมาด และปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ ต่อไปพวกเขาต้องประสบกับความหายนะ(ฆ้อยย์)” ท่านอิบนุมัสอูด(ร.ฎ.)ได้อธิบายคำว่า “อัลฆ้อยยุ” ว่า : มันคือ ขุมหนึ่งในนรก กลิ่นเหม็น มีความลึกมาก และท่านอะบูอุมามะห์(ร.ฎ.) ได้ให้ความหมายของคำนี้อีกว่า : มันเป็นนรกชั้นต่ำสุด ชาวนรกขุมนี้จะมีน้ำเหลือง น้ำหนองของชาวนรกขุมไหลฟอนเฟะไปหมด”

อิบนุกอยยิมได้กล่าวในหนังสือของท่านเรื่อง การละหมาด ความว่า : บรรดานักวิชาการมุสลิมไม่มีความเห็นแย้งกันเลยว่า การละทิ้งละหมาดฟัรดูโดยเจตนานั้น นับเป็นบาปใหญ่มาก ใหญ่เหนือบาปใหญ่ทั้งปวง สำหรับโทษของการละทิ้งละหมาด ณ เบื้องอัลลอฮฺนั้น เลวร้ายกว่าการฆ่าชีวิต การปล้นทรัพย์ การผิดประเวณี การขโมย การดื่มสุรา ผู้ละทิ้งละหมาดต้องได้รับโทษอย่างหนัก และได้รับการกริ้วจากอัลลอฮฺ อีกทั้งจะได้รับความอัปยศทั้งในภพนี้และภพหน้าอีกด้วย”

กระนี้ คือหลักการอิสลามทั้งจากอัลกุรอานและซุนนะห์ ดังนั้น ผู้ที่ถือศีลอดแต่ไม่ละหมาด การถือศีลอดของเขาจะไม่ได้รับการตอบรับจากอัลลอฮฺจนกว่าเขาจะชดใช้และเตาบะห์กับอัลลอฮฺ ดังที่พระองค์ทิ้งท้ายสำหรับผู้ละทิ้งละหมาดไว้ในซูเราะห์มัรยัมโองการที่ 60 ความว่า “เว้นแต่ผู้ที่สารภาพผิดกลับมาศรัทธามั่นและปฏิบัติกรรมดี แล้วพวกเขาก็จะได้เข้าสวรรค์ โดยพวกเขาจะไม่ถูกละเมิดใดแม้แต่น้อย”

ส่วนคำกล่าวของเขา(ที่อยู่ในคำถาม)ที่ว่า : จากรอมฎอนหนึ่งสู่อีกรอมฎอนหนึ่ง จะได้รับการลงไถ่โทษ คือ เมื่อเขาถือศีลอดรอมฎอนก่อนและรอมฎอนต่อไป เขาจะไม่มีบาป เขาจึงไม่ต้องละหมาดนั้น ขอตอบว่า : นั้นเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง และถือว่าผิดมหันต์ คนมีสติย่อมเข้าใจ เพราะตอนท้ายของหะดิษที่อ้างมานั้น จะตอบโต้ความเข้าใจผิดของเขาได้ดี คือ ท่านนบี(ซ.ล.) ได้กล่าวความว่า “การละหมาดห้าเวลา ยุมอัตหนึ่งถึงอีกยุมอัตหนึ่ง และรอมฎอนหนึ่งถึงอีกรอมฎอนหนึ่ง จะได้รับการไถ่โทษระหว่างนั้น ตราบที่เขาได้ละซึ่งบาปใหญ่ บันทึกโดยมุสลิม ความของหะดิษระบุชัดเจนว่า ที่ได้รับการไถ่โทษระหว่างนั้น ก็ต่อเมื่อไม่มีการทำบาบใหญ่ระหว่างนั้น และผู้ละทิ้งละหมาดก็คือผู้ที่ไม่ได้ละทิ้งการทำบาปใหญ่ แต่ได้กระทำบาปใหญ่ด้วยซ้ำไป จึงถือว่า การอ้างว่าได้รับการไถ่โทษนั้นต้องตกไป

ขอขอบคุณอาจารย์ ชารีฟ ศรีเจริญ
ขอขอบคุณอาจารย์ ชารีฟ ศรีเจริญ
แบ่งปัน