คนที่เจตนากินและดื่มตอนกลางวันของเดือรอมฎอน โดยไม่มีเหตุจำเป็นทางศาสนา ถือว่าเขาทำบาปใหญ่ เป็นการลบหลู่ความศักดิ์สิทธิ์ของเดือนรอมฎอน ถือว่าเป็นการละเมิดเขตหวงห้ามของอัลเลาะห์ และเป็นการทำลายองคาพยพของอิสลาม ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า “อิสลามตั้งอยู่บนฐาน 5 ประการ และท่านได้นับว่า การถือศีลอดเป็นหนึ่งในห้านั้น” มุสลิมที่ไม่ได้ถือศีลอดในเดือนรอมฎอนหรือละศีลอดตอนกลางวันของรอมฎอน นอกจากจะได้ชื่อว่าทำลายองคาพยพของอิสลามแล้ว ยังจะได้รับโทษอันมหันต์ด้วย ท่านนบี (ซ.ล.) เล่าให้ฟังในหะดีษที่บันทึกโดยอิบนุมาญะห์ ความว่า “ขณะที่ฉันนอนอยู่นั้น มีชายสองคนมาหาฉันแล้วหิ้วปีกพาฉันไป ทั้งสองนำฉันไปยังภูเขาที่ขรุขระ ทั้งสองบอกกับฉันว่า ท่านจงเข้าไป(บนภูเขา) ฉันตอบว่า : ฉันขึ้นไม่ได้ ทั้งสองจึงบอกว่า พวกเราจะทำให้ท่านขึ้นไปโดยง่าย แล้วฉันก็ขึ้นไปได้ จนถึงกลางภูเขา พลันมีเสียงร้องโหยหวน น่าสะพรึงกลัว ฉันถามว่า นั่นเสียงอะไรน่ะ? พวกเขาตอบฉันว่า นี้ เป็นเสียงของชาวนรก ต่อมาพวกเขาพาฉันต่อไป ก็มีคนพวกหนึ่งถูกแขวนร้อยหวายโตงเตงเอาหัวลง ที่กระพุ้งแก้มมีรอยแตก มีเลือดไหลอย่างต่อเนื่องน่าสยดสยองยิ่งนัก ฉันถามว่า : พวกเหล่านี้เป็นพวกไหนกันแน่? เขาตอบว่า : พวกเหล่านี้แหละที่กินและดื่มก่อนจะถึงเวลาละศีลอด”

แต่ถ้าเขายอมรับกลับใจสารภาพผิด อัลเลาะห์ก็จะทรงอภัยให้ พระองค์ทรงตรัสในอัลกุรอานซูเราะห์ อัซซุมัร โองการที่ 53 ความว่า “จงกล่าวเถิด (มุฮำมัด) ว่า โอ้..บ่าวของข้าซึ่งได้ทำตัวเหลวแหลกมาก่อน พวกเจ้าอย่าได้หมดหวังในพระเมตตาของอัลเลาะห์ แท้จริงอัลเลาะห์จะทรงอภัยโทษให้ทั้งหมดอย่างแน่นอน เพราะพระองค์ทรงให้อภัยยิ่ง ทรงเมตตายิ่ง” และท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวในบันทึกของมุสลิม ความว่า “แท้จริงพระผู้ทรงสูงยิ่ง จะแผ่พระหัตถ์ของพระองค์ตอนกลางคืนเพื่อให้คนทำชั่วตอนกลางวันกลับใจสารภาพผิด และพระองค์จะแผ่พระหัตถ์ของพระองค์ตอนกลางวัน เพื่อให้คนชั่วตอนกลางคืนสารภาพผิด การเช่นนี้จะมีไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก”

ดังนั้นมุสลิมที่ละเลยภาระที่อัลเลาะห์ทรงมอบหมาย และงดถือศีลอดหรือละศีลอดก่อนถึงเวลา ต้องสารภาพผิดกับอัลเลาะห์โดยกลับใจ เสียใจ และจะไม่ทำอีก และต้องถือศีลอดชดใช้ในวันที่ตนได้ขาดหรือเสียไป คือให้ถือศีลอดใช้ตามจำนวนวันที่ขาดไป โดยไม่ต้องเสียค่าปรับใดๆ อีก กระนี้คือ ทัศนะของนักวิชาการอิสลามส่วนใหญ่ตามคำกล่าวของท่านอิหม่ามนะวะวีและอิบนุกุดามะห์

ขอขอบคุณอาจารย์ ชารีฟ ศรีเจริญ
ขอขอบคุณอาจารย์ ชารีฟ ศรีเจริญ
แบ่งปัน