อิมามอะหฺมัด บันทึกไว้ในมุสนัดของท่านว่า : จากษาบิตจากท่านอะนัส (ร.ฎ.)

 

((اسْتَأْذَنَ مَلَكُ الْقَطْرِأن يَاْتِيْ النبى صلى الله عليه وسلم فأَذِنَ له , فقال لِأُمِّ سَلَمَةَ ((احْفَظِيْ عليْناالبابَ لايدخُل عليناأحَدٌ)) فجاءَالحسينُ بن عَلِيّ فوثَب حَتّى دَخَل , فجَعل يَصْعُدُعَلى مَنْكبِ النبى صلى الله عليه وسلم فقال المَلَكُ : أَتُحِبُّهُ؟ قال :((   نَعَمْ)) فقال إنَّ أُمَّتَكَ تَفْتُلُهُ ,وإنْ شِئْتَ أَرَيْتُكَ الْمَكَانَ الذى يُقتَلُ فِيْه , قال : فضرَب بيدِه فأراهُ تَرَابًاأَحْمَرَ , فأخذتْ أُمُّ سَلَمة ذلك الترابَ فصرتْه فى طَرَفِ ثَوْبِها , قال : فكُنَّانَسْمَعُ أنَّه يُقْتَلُ بِكَرْبَلَاء)) 

 

ความว่า : มะลักแห่งฝนได้ขออนุญาตมาหาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) แล้วมะลักแห่งฝนก็ได้รับอนุญาต แล้วกล่าวแก่ท่านหญิงอุมมุสละมะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า : เธอจงเฝ้าประตูให้แก่เรา อย่าให้ผู้ใดเข้ามาหาเรา” แล้วอัล-หุสัยนฺ อิบนุ อะลี (ร.ฎ.) ก็มา แล้วกระโดดจนเข้ามา อัล-หุสัยนฺ (ร.ฎ.) ก็เริ่มปีนขึ้นบ่าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มะลักผู้นั้นจึงกล่าวว่า : ท่านรักเขากระนั้นหรือ? ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า “ใช่แล้ว” มะลักผู้นั้นก็กล่าวว่า “แท้จริงประชาคมของท่านจะสังหารเขา และหากว่าท่านประสงค์แล้วไซร้ ฉันจักให้ท่านได้เห็นสถานที่ซึ่งเขาจะถูกสังหารในสถานที่แห่งนั้น” อะนัสกล่าวว่า : แล้วมะลักก็ใช้มือของเขาตี มะลักก็ทำให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เห็นดินสีแดง แล้วท่านหญิงอุมมุสละมะฮฺ (ร.ฎ.) ก็เก็บเอาดินสีแดงนั้นไป แล้วเก็บมันไว้ที่ชายผ้าของนาง อะนัสกล่าวว่า : แล้วเราก็ได้ยินว่าแท้จริงเขา (อัล-หุสัยนฺ) จะถูกสังหารที่กัรฺบะลาอฺ” (อัล-บิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ ; อิบนุกะษีร 8/210-211)

ในอีกสายรายงานหนึ่งจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) และท่านหญิงอุมมุสละมะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวแก่หนึ่งในสองคนว่า

 

((لَقَدْدَخَلَ عَلَيَّ البيتَ مَلَكٌ لم يَدْ خُلْ عَلَيَّ قَبْلَهَا فَقَالَ لِيْ : ((إِنَّ ابْنَكَ هذاحُسَيْن مَقْتُوْلٌ , وإنْ شِئْتَ اَرَيْتُكَ الأرَضَ التى يُقْتَلُ بِهَا , قال : فَأَخْرَجَ تُرْبَةًحَمْرَاءَ))

 

ความว่า : “แน่แท้มีมะลักท่านหนึ่งได้เข้าบ้านมาหาฉัน มะลักผู้นั้นไม่เคยเข้ามาหาฉันก่อนหน้านั้น แล้วมะลักก็กล่าวแก่ฉันว่า : “แท้จริงบุตรของท่านนี้คือ หุสัยนฺเป็นผู้ถูกสังหาร และหากว่าท่านประสงค์ ฉันย่อมให้ท่านได้เห็นแผ่นดินซึ่งเขาจะถูกสังหาร ณ แผ่นดินนั้น” ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า : แล้วมะลักก็นำดินสีแดงก้อนหนึ่งออกมา” (มุสนัดอะหฺมัด : 25985 ชัยคฺอัล-อัลบานียฺ ระบุว่าเป็นหะดีษเศาะฮีหฺ ในสิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 222)

 

2018_1large_islam_logo

 

อบุลกอสิม อัล-บะเฆาะวียฺ กล่าวถึงสายรายงานของท่านจากอัชอัษ อิบนุ สุหัยมฺ จากบิดาของเขาว่า : ฉันเคยได้ยินอะนัส อิบนุ อัล-หาริษ กล่าวว่า : ฉันเคยได้ยินท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า :

 

((إنَّ ابْنِيْ – يعنى الحُسَيْنَ- يُقْتَلُ بِأَرْضٍ يُقَالُ لَهَاكَرْبَلَاءُ , فَمَنْ شَهِدَ مِنكُم ذلكَ فَلْيَنْصُرْهُ)

 

ความว่า “แท้จริงบุตรของฉัน (หมายถึงท่านอัล-หุสัยนฺ) จะถูกสังหารที่แผ่นดินหนึ่งเรียกกันว่า “กัรฺบะลาอฺ” ดังนั้น ผู้ใดจากพวกท่านได้ร่วมอยู่ที่นั่น ผู้นั้นก็จงช่วยเหลือเขา” (อัล-บิดายะฮฺ 8/211)

ในบรรดาหะดีษข้างต้น ระบุว่าท่านอิมาม หุสัยนฺ อิบนุ อะลี (ร.ฎ.) หลานชายผู้เป็นที่รักของท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จะถูกสังหาร และผู้ที่สังหารเป็นประชาคม (อุมมะฮฺ) ของท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวคือเป็นชาวมุสลิมมิใช่ชนนอกศาสนา และสถานที่ที่ท่านหุสัยนฺ (ร.ฎ.) จะถูกสังหารคือ กัรฺบะลาอฺ เป็นชื่อตำบลจากเขตอัฏ-ฏอฟในอีรัก และขณะที่มะลักแห่งสายฝน (ในอีกรายงานหนึ่ง อิมามอะหฺมัด บันทึกจากอับดุลลอฮฺ อิบนุ ยะหฺยาจากบิดาของเขาจากท่านอะลี (ร.ฎ.) (หะดีษเลขที่ 649) ระบุว่าเป็นท่านญิบรออีล (อ.ล.) และระบุว่าท่านหุสัยนฺ (ร.ฎ.) จะถูกสังหารที่ริมฝั่งแม่น้ำอัลฟุรอต ( شَطُّ الفَراتِ ) ชัยคฺ อัล-อัลบานียฺกล่าวว่าเป็นหะดีษเศาะฮีหฺในสิลลิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 1171) ได้บอกเรื่องนี้กับท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ขณะนั้นท่านหุสัยนฺ (ร.ฎ.) ยังเยาว์วัยอยู่ และเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นจริงตามที่ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ระบุหลังการสิ้นชีวิตของท่านผ่านไปราว 60 ปี

อิบนุ กะษีร (ร.ฮ.) ระบุว่า การสังหารท่านหุสัยนฺ (ร.ฎ.) เกิดขึ้นในวันศุกร์ ตรงกับวันที่ 10 มุหัรรอม (วันอาชูรออฺ) ปี ฮ.ศ. ที่ 61 ฮิชาม อิบนุ อัล-กัลบียฺกล่าวว่า ปี ฮ.ศ. ที่ 62 และอะลี อัล-มะดีนียฺก็กล่าวตามนี้ อิบนุ ละฮีอะฮฺ กล่าวว่า : ปี ฮ.ศ.ที่ 62 หรือ 63 ส่วนคนอื่นๆ กล่าวว่า ปี  ฮ.ศ. ที่ 60 ที่ถูกต้องคือปี ฮ.ศ. ที่ 61 ณ สถานที่แห่งหนึ่งจากเขตอัฏ-ฏอฟ เรียกกันว่า กัรฺบะลาอฺ จากแผ่นดินอีรัก ขณะที่ท่านหุสัยนฺ (ร.ฎ.) มีอายุได้ 58 ปี หรือราวๆ นั้น (อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ ; อิบนุกะษีรฺ 8/210)

มุฮัมมัด อิบนุ สะอฺด์ และท่านอื่นๆ ได้บันทึกรายงานหลายกระแสจากท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ว่า : แท้จริงท่านอะลี (ร.ฎ.) ได้ผ่านตำบล กัรฺบะลาอฺ ณ บริเวณที่มีดงต้นบวบขมขึ้นอยู่ ขณะที่ท่านมุ่งหน้าสู่ศิฟฟีน แล้วท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็ถามถึงสถานที่แห่งนั้น ก็มีผู้บอกว่า ชื่อกัรฺบะลา ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงลงพักและทำการละหมาด ณ ต้นไม้ ต้นหนึ่งที่นั่น ต่อมาท่านก็กล่าวว่า : “ณ ที่นี้บรรดาชะฮีดจะถูกสังหาร พวกเขาคือบรรดาชะฮีดที่ดีที่สุดนอกเหนือจากเหล่าเศาะหาบะฮฺ พวกเขาจะเข้าสู่สวรรค์โดยไม่มีการพิพากษา” และท่านก็ชี้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่นั่น ผู้คนที่ร่วมมากับท่านก็รู้ถึงสิ่งหนึ่ง แล้วหุสัยนฺ (ร.ฎ.) ก็ถูกสังหารที่นั่น (อัล-บิดายะฮฺ 8/211)

เรื่องมีอยู่ว่า ปี ฮ.ศ. ที่ 60 ยะซีด อิบนุ มุอาวียะฮฺ ได้รับสัตยาบันการเป็นเคาะลีฟะฮฺขณะมีอายุได้ 34 ปี ขณะนั้นอัล-หุสัยนฺ อิบนุ อะลี (ร.ฎ.) และอับดุลลอฮฺ อิบนุ อัซ-ซุบัยรฺ ทั้งสองอยูที่นครมะดีนะฮฺและยังมิได้ให้สัตยาบันแก่ยะซีด เมื่อทั้งสองถูกเรียกร้องให้สัตยาบันแก่ยะซีด ทั้งสองจึงหลบหนีออกจากนครมะดีนะฮฺสู่นครมักกะฮฺ โดยอับดุลลอฮฺ อิบนุ อัซ-ซุบัยรฺหลบหนีไปก่อน อัล-หุสัยนฺ อิบนุ อะลี (ร.ฎ.) เมื่อพลเมืองอีรักทราบข่าวว่า อัล-หุสัยนฺ (ร.ฎ.) ไม่ได้ให้สัตยาบันแก่ยะซีด อิบนุ มุอาวียะฮฺ พลเมืองอีรักจึงส่งหนังสือหลายฉบับไปยังท่านอัล-หุสัยนฺ (ร.ฎ.) ที่นครมักกะฮฺ (จำนวนราว 150 ฉบับ) ทั้งหมดกล่าวในหนังสือของพวกเขาว่า “แท้จริงเราได้ให้สัตยาบันแก่ท่าน และเราไม่ประสงค์ผู้ใดนอกจากท่าน อีกทั้งที่ต้นคอของพวกเราไม่มีสัตยาบันแก่ยะซีด หากแต่มีสัตยาบันที่ให้แก่ท่าน”

 

olden-days-mecca

 

เมื่อหนังสือจากพลเมืองอัล-กูฟะฮฺ อีรักมาถึงอัล-หุสัยนฺ (ร.ฎ.) มากมายเพียงนี้ (บ้างก็ว่ามีมากกว่า 500 ฉบับ) ท่านอัล-หุสัยนฺ อิบนุ อะลี (ร.ฎ.) จึงส่งญาติสนิทของท่านคือ มุสลิม อิบนุ อะกีล อิบนิ อบีฏอลิบไปยังนครอัล-กูฟะฮฺเพื่อให้รู้เรื่องราวและความเป็นจริงในนครอัล-กูฟะฮฺ เมื่อมุสลิม อิบนุ อะกีลไปถึงนครอัลกูฟะฮฺก็เที่ยวสอบถามผู้คนจนรู้แน่ชัดว่าพวกเขาไม่ต้องการยะซีดแต่ต้องการอัล-หุสัยนฺ (ร.ฎ.) มุสลิม อิบนุ อะกีล ลงพักที่บ้านของฮานิอฺ อิบนุ อุรฺวะฮฺ ผู้คนก็มาเป็นหมู่คณะบ้าง เพียงลำพังบ้างเพื่อให้สัตยาบันแก่อัล-หุสัยนฺ (ร.ฎ.) โดยมุสลิมเป็นผู้รับสัตยาบันแทน ฝ่ายอันนุอฺมาน อิบนุ   บะชีรฺ เจ้าเมืองอัล-กูฟะฮฺที่ยะซีดได้แต่งตั้งทราบข่าวว่ามุสลิม อิบนุอะกีลอยู่ที่นครอัล-กูฟะฮฺและมีผู้คนทยอยมาให้สัตยาบันแก่อัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ก็ทำเป็นไม่ได้ยินและไม่ใส่ใจ จนกระทั่งมีบางคนได้ออกไปยังแคว้นชามแล้วรายงานยะซีดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

เมื่อยะซีดทราบเรื่องนี้ก็ไม่พอใจอันนุอฺมาน อิบนุ บะชีรฺ จึงปลดอันนุอฺมานออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองอัล-กูฟะฮฺ และส่งอุบัยดุลลอฮิ อิบนุ ซิยาดไปเป็นเจ้าเมืองแทน อุบัยดุลลอฮฺเป็นเจ้าเมืองอัล-บัศเราะฮฺจึงรวมเอานครอัล-กูฟะฮฺเข้าอยู่ใต้การปกครองของตน อุบัยดุลลอฮฺ อิบนุ ซิยาดถึงนครอัล-กูฟะฮฺในเวลากลางคืนและพันผ้าปิดหน้าเอาไว้ เมื่อผ่านมาพบผู้คนก็ให้ สล่ามกับพวกเขา พวกเขาก็ตอบสล่ามว่า : และศานติจงมีแด่ท่าน โอ้บุตรชายของบุตรีท่านรสูลุลลอฮฺ! ผู้คนเข้าใจผิดว่าอุบัยดุลลอฮฺคือท่านอัล-หุสัยนฺ (ร.ฎ.) ที่แอบเข้าเมืองมาโดยพันผ้าปิดหน้าในเวลากลางคืน อุบัยดุลลอฮฺจึงรู้ว่าสถานการณ์ลุกลามไปถึงขั้นนั้น และผู้คนกำลังรอคอยการมาของอัล-หุสัยนฺ (ร.ฎ.) อุบัยดุลลอฮฺจึงรุดเข้าสู่ปราสาท แล้วส่งบ่าวคนหนึ่งของตนที่ชื่อมะอฺกิลให้ออกไปสืบว่าผู้ใดเป็นต้นคิดในเรื่องนี้

…อ่านต่อฉบับหน้า

 

ขอขอบคุณ : อ.อาลี เสือสมิง