จำนวนคนที่อยู่ร่วมกับอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) มีจำนวน 72 คน และกองทัพของอัล-กูฟะฮฺมี 5,000 คน เมื่อทั้งสองฝ่ายยืนในที่มั่นของตน อัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.ป ได้กล่าวกับกองทัพของอิบนุ ซิยาดว่า : “พวกท่านจงทบทวนตัวของพวกท่าน จงพิพากษาตัวของพวกท่านเถิด สมควรหรือที่พวกท่านจะสู้รบกับคนเยี่ยงฉัน?” ฉันคือบุตรชายของบุตรีนบีของพวกท่าน บนหน้าแผ่นดินไม่มีบุตรชายของบุตรีท่านนบีนอกจากฉัน และแน่แท้ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เคยกล่าวกับฉันและพี่ชายของฉันว่า “ทั้งสองคนนี้คือนายทั้งสองของคนหนุ่มแห่งชาวสวรรค์” อัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ปลุกเร้าพวกเขาให้ละทิ้งคำสั่งของอุบัยดุลลอฮฺ อิบนุ ซิยาด และเรียกร้องให้ร่วมสมทบกับท่าน มีคนในกองทัพของอิบนุซิยาด 30 คน เข้าร่วมสมทบกับอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) หนึ่งในนั้นคือ อัล-หุรฺร์ อิบนุ ยะซีด อัต-ตะมีมียฺซึ่งเป็นแม่ทัพหน้าของกองทัพอิบนุ ซิยาด มีผู้กล่าวแก่อัล-หุรฺร์ว่า : ท่านมาพร้อมกับพวกเราในฐานะแม่ทัพหน้า มาบัดนี้ท่านแปรพักตร์ไปอยู่กับอัล-หุสัยน์กระนั้นหรือ? อัล-หุรฺร์ตอบว่า : วิบัติแล้วพวกท่าน ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แท้จริงฉันกำลังเลือกตัวฉันระหว่างสวรรค์กับนรก ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันจะไม่เลือกสิ่งใดนอกจากสวรรค์ แม้ว่าฉันจะถูกสับเป็นชิ้นๆ และถูกเผาให้มอดไหม้ก็ตาม

หลังจากนั้นอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ก็ละหมาดซุฮฺริและอัศริของวันพฤหัสฯ นั้น ท่านละหมาดนำคนทั้ง 2 กลุ่ม ทั้งกองทัพของอิบนิซิยาดและผู้ที่อยู่ร่วมในฝ่ายของท่าน อัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ได้บอกกับพวกเขาว่า : “จากพวกท่านคืออิมาม จากฝ่ายเราคืออิมาม” แต่พวกเขากล่าวว่า : ไม่! ทว่าเราจะละหมาดข้างหลังท่าน พวกเขาจึงหมาดซุฮฺริและอัศริข้างหลังท่านอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ครั้นเมื่อใกล้เวลามัฆริบ พวกนั้นก็นำกองทหารมุ่งหน้ามายังท่านอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) อัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) กุมดาบของท่านเอาไว้แล้วกล่าวว่า “นี่อะไรกัน?” พวกเขากล่าวว่า “พวกนั้นมุ่งหน้ามาแล้ว” อัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) จึงสั่งให้คนของท่านออกไปและถามพวกนั้นว่าต้องการอะไร? ทหารม้าจำนวน 20 นาย มีอัล-อับบาส อิบนุ อะลี อิบน อบีฏอลิบน้องชายของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ออกไปด้วย

เมื่อสอบถามพวกนั้นก็ได้ความว่า ให้ท่านอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ยอมรับการตัดสินของอุบัยดุลลอฮฺ อิบนุ ซิยาด หรือไม่ก็สู้รบ ฝ่ายคนของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ก็แจ้งว่าให้รอก่อนจนกว่าจะได้แจ้งเรื่องกับอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) เมื่อคนของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) กลับมาก็แจ้งเรื่องนั้นให้ทราบ อัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) จึงกล่าวว่า “พวกท่านจงกล่าวกับพวกนั้นว่า ให้ประวิงเวลาแก่เราในค่ำคืนนี้ วันพรุ่งนี้จะบอกให้รู้ว่าจะเอาอย่างไร? ฉันจะได้ละหมาดเพื่อพระองค์อภิบาลของฉัน เพราะฉันรักที่จะละหมาดเพื่อพระผู้อภิบาลของฉัน” ในคืนนั้นอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) และบรรดาผู้ที่อยู่กับท่านได้ละหมาด ขอลุแก่โทษ และวิงวอนต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.)

เช้าวันศุกร์ ที่ 10 เดือนมุหัรรอม ฮ.ศ. ที่ 61 การรบพุ่งระหว่าง 2 ฝ่ายได้เกิดขึ้น จำนวนคนที่สู้รบกัน 2 ฝ่ายต่างกันมาก ฝ่ายอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) มีทหารม้า 30 คน มีพลเดินเท้า 40 คน ที่เหลือเป็นเด็กและสตรี อีกฝ่ายมีกำลังทหาร 5,000 คน ฝ่ายของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ถูกสังหารคนแล้วคนเล่า เบื้องหน้าอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตยกเว้นตัวอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) และอะลี ซัยนุลอาบิดีน บุตรชายของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ซึ่งป่วยอยู่ในขณะนั้น ตลอดทั้งวันไม่มีทหารของอิบนุ ซิยาดคนใดมุ่งหน้าเข้าหาอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) จนกระทั่ง ชะมิรฺ อิบนุ ซี อัล-เญาซันมาถึงก็ตะโกนให้ผู้คนเข้าล้อมอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) อัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ใช้ดาบของท่านต่อสู้กับทหารเล่านั้นอย่างห้าวหาญ หลายคนถูกสังหาร แต่จำนวนคนที่มากกว่าย่อมชนะความกล้าหาญ ชะมิรฺตะโกนอีกครั้งว่าจะรออะไรอยู่? พวกนั้นจึงกรูกันเข้าใส่อัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) และสังหารท่าน คนที่ลงมือคือ สินาน อิบนุ อะนัส อัน-นะเคาะอียฺ บุคคลผู้นี้ได้ตัดศีรษะของท่านอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) บ้างก็บอกว่า ชะมิรฺเป็นผู้กระทำ ( قَبَّحَهُمَاالله ) คำบอกเล่าอันเป็นสัจจะพยากรณ์ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เกิดขึ้นจริงตามนั้น อัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) จะถูกสังหารที่กัรฺบะลาอฺ!

 

c368c74ee

 

การสังหารหมู่ที่กัรฺบะลาอฺ มีผู้เสียชีวิตดังนี้

บรรดาบุตรของท่านอิมามอะลี (ร.ฎ.) คือ อัล-หุสัยน์ , ญะอฺฟัรฺ , อัล-อับบาส , อบูบักรฺ , มุฮัมมัด และอุษมาน

บรรดาบุตรของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) คือ อับดุลลอฮฺ , อะลี อัล-อักบัรฺ ยกเว้นอะลี ซัยนุลอาบิดีนที่รอดชีวิต

บรรดาบุตรของอัล-หะสัน (ร.ฎ.) คือ อับดุลลอฮฺ , อัล-กอสิม และอบูบักร์

บรรดาบุตรของอะกีล (ร.ฎ.) คือ ญะอฺฟัรฺ , อับดุลลอฮฺ , อับดุรเราะห์มาน , อับดุลลอฮฺ อิบนุ มุสลิม อิบนิ อะกีล และมุสลิม อิบนุ อะกีล ซึ่งถูกสังหารที่นครอัล-กูฟะฮฺ

บรรดาบุตรของอับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะอฺฟัร (ร.ฎ.) คือ เอาวฺน์และมุฮัมมัด (ตารีคเคาะลีฟะฮฺ อิบนุ คอยยาฏ หน้า 234)

ทั้ง 17 คนนั้น ทั้งหมดเป็นวงศ์วานของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ที่ถูกสังหารในโศกนาฏกรรมครั้งนี้ รวมทั้งมุสลิม อิบนุ อะกีลที่ถูกสังหาร ณ นครอัล-กูฟะฮฺ (หุกบะฮฺ มินัตตารีค ; อุษมาน อิบนุ มุฮัมมัด อัล-เคาะมีส หน้า 153-162)

อิบนุกะษีร (ร.ฮ.) กล่าวว่า : “ส่วนคำพูดต่างๆ ที่มีรายงานบอกเล่าและภัยวิบัติที่ประสบกับผู้ที่สังหารท่านอัล-หุสัยน์ อิบนุ อะลี (ร.ฎ.) นั้น ส่วนมากเป็นการบอกเล่าที่ถูกต้อง (เศาะฮีหฺ) เพราะน้อยคนจากบรรดาผู้ที่ร่วมสังหารท่านอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) จะรอดพ้นจากภัยวิบัติและความเลวร้ายในโลกดุนยา ไม่มีผู้ใดออกจากดุนยา (สิ้นชีวิต) จนกว่าผู้นั้นได้ประสบกับความเจ็บป่วย และส่วนใหญ่ได้ประสบกับการวิกลจริต (เป็นบ้า)…” (อัล-บิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ 8/213)

อิบนุกะษีรฺ (ร.ฮ.) กล่าวอีกว่า “ส่วนหลุมฝังศพอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) นั้นเป็นรับรู้กันในหมู่ชนรุ่นหลังส่วนมากว่าหลุมฝังศพอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) อยู่ในมัชฮัดอะลี ณ สถานที่แห่งหนึ่งจากเขตอัฏ-ฏอฟ ณ แม่น้ำกัรฺบะลาอฺ กล่าวกันว่ามัชฮัดดังกล่าวถูกสร้างอยู่เหนือหลุมฝังศพของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) วัลลอฮุอะอฺลัม และอิบนุกะษีรตลอดจนคนอื่นๆ ระบุว่า สถานที่สังหารอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) นั้นร่องรอยของมันถูกลืมเลือนไปจนกระทั่งไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัด และอบูนุอัยน์ตลอดจนอัล-ฟัฎล์ อิบนุ ดะกีนปฏิเสธ (ไม่ยอมรับ) ต่อบุคคลที่กล่าวอ้างว่าตนรู้ถึงหลุมฝังศพของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.)

ฮิชาม อิบนุ อัล-กัลบียฺระบุว่า : แท้จริงน้ำนั้นเมื่อมันได้ไหลเข้าท่วมหลุมฝังศพของอัล-หุสัยนฺเพื่อทำให้ร่องรอยของหลุมฝังศพเลือนหายไป น้ำนั้นก็ลดลงและซึมหายไปในพื้นดินหลังจากนั้นได้ 40 วัน แล้วอาหรับเร่ร่อนคนหนึ่งจากเผ่าอะสัดก็มา เขาก็เริ่มกอบดินทีละกอบและดมกลิ่นของมันจนกระทั่งเจอหลุมฝังศพของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ชาวอาหรับผู้นั้นก็ร่ำไห้และกล่าวว่า : ด้วยบิดาและมารดาของฉันยอมแลกด้วยท่าน กลิ่นของท่านช่างหอมกรุ่นยิ่งนัก ดินที่ฝังร่างของท่านหอมกรุ่นยิ่งนัก แล้วชาวอาหรับผู้นั้นก็กล่าวบทกวีว่า “พวกเขาประสงค์ที่จะปิดบังสุสานของเขาให้พ้นจากศัตรู แล้วความหอมกรุ่นของดินแห่งหลุมศพก็ชี้ถึงหลุมศพนั้น”

 

mecca-1850

 

ส่วนศีรษะของท่านอัลหุสัยน์ (ร.ฎ.) นั้น ที่รู้กันในหมู่นักประวัติศาสตร์ก็คือ ศีรษะของท่านถูกส่งไปยังอุบัยดุลลอฮฺ อิบนุ ซิยาด และอิบนุ ซิยาดก็ส่งไปยังยะซีด อิบนุ มุอาวียะฮฺ ต่อมานักประวัติศาสตร์ก็เห็นต่างถึงสถานที่ฝังศีรษะของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) มุฮัมมัด อิบนุ สะอฺด์ รายงานว่า ยะซีดได้ส่งศีรษะของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) ไปยังอัมร์ อิบนุ สะอีด ผู้แทนนครมะดีนะฮฺ แล้วอัมร์ อิบนุ สะอีดก็ฝังศีรษะของอัล-หุสัยน์ (ร.ฎ.) เคียงข้างหลุมศพมารดาของท่าน (ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออฺ) ที่สุสานอัล-บะเกียะอฺ บ้างก็ว่าถูกฝังที่ด้านในของประตูอัล-ฟะรอดีส นครดามัสกัส ณ มัสยิดอัรฺ-เราะอฺส์ (อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ ; อิบนุ กะษีรฺ 8/214-215)

วัลลอฮุอะอฺลัม.  ขอพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงประทานความเมตตาและความพึงพอพระทัยแก่ท่านอิมาม อัล-หุสัยนฺ (ร.ฎ.) ผู้เขียนเป็นชะฮีด และเหล่าวงศ์วานของท่านรสูลุลลออฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ผู้เป็นชะฮีด พร้อมกับนายแห่งบรรดาคนหนุ่มของชาวสวรรค์ด้วยเทอญ

 

ขอขอบคุณ : อ.อาลี เสือสมิง