ศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาที่มีหลักการสอดรับกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดหลักการของอิสลามก็ยังคงทันสมัย และสามารถนำมาใช้ได้อยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นแล้วอิสลามยังเป็นศาสนาที่มีความสมบูรณ์แบบดังที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ทรงตรัสรับรองเอาไว้อย่างชัดเจนในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อายะฮฺที่ 3 ของซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺอย่างชัดเจนว่า

الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الْإسْلامَ دِينًا ﴾ المائدة: 3﴿

ความว่า ” วันนี้เราได้ทำให้ศาสนาของพวกท่านสมบูรณ์แบบแล้ว และวันนี้เช่นเดียวกันเราได้มอบเนียะมัตของเราให้กับพวกท่านอย่างครบถ้วนแล้ว อีกทั้งเรามีความยินดีที่อิสลามนั้นเป็นศาสนาของพวกท่านทั้งหลาย ”

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ อิสลามไม่ใช่เป็นเพียงแค่ศาสนาเท่านั้น หากแต่ว่าอิสลามนั้นคือวิถีการดำเนินชีวิตของผู้มีศรัทธา เรื่องทุกเรื่องที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้มีศรัทธาอิสลามมีคำตอบและทางออกให้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น การที่ผู้คนบางคนสงสัยว่า การสักอวัยวะต่างๆสามารถกระทำได้หรือไม่ ??? เพราะในปัจจุบันการสักผิวหนังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย บางคนสักเป็นแฟชั่นเหมือนดาราชื่อดังหลายๆ คน บางคนสักเพื่อลดระยะเวลาในการแต่งหน้า อาทิ สักคิ้วถาวร สักริมฝีปากชมพู เป็นต้น

ดร. สมชาย ( ฮัสบุ้ลเลาะหฺ ) เซ็มมี อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาอาหรับ ภาควิชาภาษาไทย และภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

หลายท่านอยากทราบถึงประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับการสัก จากการศึกษาพบว่าการสักตามร่างกายเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งของมนุษย์สมัยโบราณ เกิดขึ้นเมื่อ 5,300 กว่าปีมาแล้ว สมัยกรีก โรมัน อียิปต์  จีน ญี่ปุ่น โดยมีความเชื่อที่แตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้กล่าวถึงรอยสักเอาไว้อย่างน่าสนใจ บางคนกล่าวว่า ลายสักและความนิยมในการสักมีขึ้นในหมู่มนุษยชาติมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี นอกจากนั้นแล้วความเชื่อเกี่ยวกับรอยสักของมนุษย์แต่ละซีกโลกต่างก็มีความแตกต่างกันออกไปตามวัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละภูมิภาค และในยุคปัจจุบันการสักไม่ใช่เป็นแค่ความเชื่อแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ว่าการสักยังมีการพัฒนากลายเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นที่ชื่นชอบลวดลายและสีสันต่างๆทั่วทุกมุมโลก

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ถ้าเราลองย้อนกลับไปศึกษาตัวบทอัลหะดีษต่างๆอย่างพินิจพิเคราะห์ เราก็จะพบว่าเรื่องราวของการสักเป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในตัวบทอัลหะดีษ ในภาษาอาหรับคำว่าการสักจะใช้คำว่า ( اَلْوَشْمُ  ) ในรูปคำนามเอกพจน์ และคำว่า (  وِشَامٌ ، وُشُوْمٌ   ) จะถูกใช้ในรูปคำนามพหูพจน์ ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่สักในภาษาอาหรับจะใช้คำว่า ( وَاشِمٌ  ) และผู้ที่ถูกสักจะใช้คำว่า ( مَوْشُوْمٌ  ) ส่วนผู้ที่ร้องขอให้มีการสักในภาษาอาหรับจะใช้คำว่า ( مُسْتَوْشِمٌ  )

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายคำว่า ” สัก ” เอาไว้ว่า ” สักคือ การเอาของแหลมแทงลงด้วยวิธีการหรือเพื่อประโยชน์ต่างๆ กัน เช่น สักปลาไหล สักหาของในน้ำ สักรอยช้ำเพื่อรีดเอาเลือดที่คลั่งออก, ใช้เหล็กแหลมจุ้มหมึกหรือน้ำมันแทงที่ผิวหนังให้เป็นอักขระเครื่องหมายหรือลวดลาย ถ้าใช้หมึกเรียกว่าสักหมึก ถ้าใช้น้ำมันเรียกว่า สักน้ำมัน เมื่อใช้เหล็กจุ้มหมึกแทงที่ผิวหนังเพื่อแสดงเป็นหลักฐาน เช่น สักข้อมือแสดงว่าได้ขึ้นทะเบียนเป็นชายฉกรรจ์หรือเป็นผู้มีสังกัดกรมกองแล้ว สักหน้าแสดงว่า เป็นผู้ต้องโทษปาราชิก เป็นต้น

ในปัจจุบันการสัก หรือ แทททู (Tattoos) เป็นเทคนิคการใส่เม็ดสีหรือน้ำหมึกคือโลหะหนัก เช่น ไอออนออกไซด์  เข้าไปฝังใต้ผิวหนัง อุปกรณ์ที่ใช้อาจจะเป็นเข็มขนาดเล็ก หรืออาจเป็นอุปกรณ์อีเลคโทรนิคคล้ายปืนยิงมีเข็มอยู่ที่ปลาย เม็ดสีจะถูกปลายเข็มเจาะฝังเข้าไปอยู่ใต้ผิวหนัง ขั้นตอนและเทคนิคการทำต้องถูกสุขลักษณะตั้งแต่เข็ม อุปกรณ์ สถานที่ และความชำนาญของผู้ที่จะลงมือสักให้ลูกค้า การฝังเข็มลงไปแต่ละครั้งก็ต้องทำให้เกิดการเจ็บปวด มีเลือดออก

use1

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการสักนั้น พบได้ร้อยละ 75 ของผู้สักทั้งหมด โดยจะเป็นอาการตั้งแต่หลังสัก แบ่งเป็นอาการทางผิวหนังร้อยละ 68 คือ ตกสะเก็ด มีอาการคัน เลือดออก บวม ตุ่มน้ำ เป็นหนอง ส่วนอาการทั่วไป ได้แก่ มีอาการมึนงง ปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดเมื่อย พบได้ร้อยละ 7 และพบภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังจากการสัก พบได้ร้อยละ 6 จากผู้สักทั้งหมด เช่น แผลเป็น บวมเป็นๆ หายๆ ไวต่อแสง คัน รอยสักนูน สิว ตุ่ม ชา ปัญหาทางจิตประสาท เป็นต้น

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ออกมาเตือนภัยผู้ชอบนิยม “การสัก” ให้ระวังภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการสัก เผยส่วนประกอบของสีที่นำมาสัก มีส่วนประกอบของสารก่อมะเร็ง หรือหากเกิดการเจ็บป่วยและต้องเข้าตรวจด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ อาจเกิดอาการข้างเคียง นอกจากนี้หากต้องการลบรอยสักก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนสาเหตุที่เกิดภาวะแทรกซ้อนและติดเชื้อเกิดได้จาก 5 ปัจจัย ได้แก่

  1. เกิดจากสี ที่ใช้สัก และการปนเปื้อนของสี และน้ำที่มาเจือจางสีปนเปื้อนเชื้อ
  2. เกิดจากเทคนิคการสักที่ไม่ดี
  3. สถานที่สักไม่ปลอดเชื้อ
  4. เครื่องมือที่ใช้สักไม่ได้มาตรฐาน
  5. จากปัจจัยของแต่ละบุคคลเอง

จากการศึกษาข้อมูลต่างในเชิงลึกพบว่า นักวิชาการอิสลามในสังกัดมัสฮับมาลีกี และชาฟีอียฺบางท่านมีความเห็นว่าการสักร่างกายนั้นถือได้ว่าเป็นบาปใหญ่ อีกทั้งนักวิชาการอิสลามส่วนใหญ่ยังมีความเห็นสอดคล้องกันอีกว่า การสักร่างกายโดยทั่วไปนั้นถือว่า ” หะรอม ” ไม่สามารถกระทำได้ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงร่างกายที่พระองค์อัลลอฮฺทรงสร้างสรรค์ และมอบให้กับเรามาโดยไม่มีเหตุจำเป็น อีกทั้งยังมีความสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลร้ายต่อร่างกายของเราได้ และนอกจากนั้นแล้วยังมีหลักฐานจากอัลหะดีษมากมายหลายต่อหลายบทห้ามการสักร่างกายเอาไว้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น หะดีษบทหนึ่งซึ่งรายงานโดยท่านอับดุลเลาะฮฺ บุตรของอุมัร ( ร.ฏ. ) ท่านได้กล่าวว่า

عن عبد الله بن عمر رضي الله عنهما قال: قال رسول الله صلى الله عليه وآله وسلم: ” لعن الله الواصلة والمستوصلة والواشمة والمستوشمة.” رواه البخاري

ความว่า ” ครั้งหนึ่งท่านร่อซู้ล ( ซ.ล. ) ได้เคยกล่าวว่า พระองค์อัลลอฮฺ ( ซบ.) พระองค์จะทรงสาปแช่งสตรีที่ทำการต่อผม และสตรีที่ร้องขอให้มีการต่อผม และพระองค์ก็จะทรงสาปแช่งสตรีที่ทำการสัก รวมถึงสตรีที่ร้องขอให้ทำการสักนางอีกด้วย ” รายงานโดยบุคอรียฺ

นอกจากนั้นยังมีรายงานจากท่านอับดุลเลาะฮฺ บุตรมัสอูดอีกว่า

عن عَبْدِ اللَّهِ بن مسعود رضي الله عنه قَالَ : ( لَعَنَ اللَّهُ الْوَاشِمَاتِ وَالْمُوتَشِمَاتِ وَالْمُتَنَمِّصَاتِ وَالْمُتَفَلِّجَاتِ لِلْحُسْنِ ، الْمُغَيِّرَاتِ خَلْقَ اللَّهِ فَبَلَغَ ذَلِكَ امْرَأَةً مِنْ بَنِي أَسَدٍ يُقَالُ لَهَا أُمُّ يَعْقُوبَ ، فَجَاءَتْ فَقَالَتْ : إِنَّهُ بَلَغَنِي عَنْكَ أَنَّكَ لَعَنْتَ كَيْتَ وَكَيْتَ ، فَقَالَ : وَمَا لِي أَلْعَنُ مَنْ لَعَنَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم َ) رواه البخاري  ومسلم

ความว่า ” พระองค์อัลลอฮฺ ( ซบ. ) จะทรงสาปแช่งหญิงที่สัก หญิงที่ขอให้สัก หญิงที่ขอให้ถอนขนบนใบหน้า และหญิงที่ขอให้เซาะร่องฟัน เพื่อความสวยงาม ซึ่งเป็นพวกที่เปลี่ยนแปลงการสร้างของพระองค์อัลลอฮฺ ดังนั้นข่าวคราวดังกล่าวก็แพร่สะพัดไปถึงสตรีท่านหนึ่งแห่งเผ่าบะนีอะสัด เธอมีชื่อว่า ” อุมมุยะอฺกูบ ” ทันใดนั้นเธอได้มาหาท่านอับดุลเลาะฮฺ บินมัสอูดทันที และเธอก็ได้กล่าวว่า ฉันได้ทราบข่าวมาว่าท่านได้สาปแช่งอย่างโน้นอย่างนี้หรือ หลังจากนั้นท่านอับดุลเลาะฮฺ บินมัสอูดได้กล่าวตอบเธอไปว่า ฉันสมควรไม่สาปแช่งบุคคลที่ร่อซู้ลสาปแช่งหรือ ? ” บันทึกโดย บุคอรียฺ และ มุสลิม

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ จากการที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ผู้เขียนพบว่านักวิชาการอิสลามได้แบ่งแยกระหว่างการสักกับการเพนท์ออกจากกันอย่างชัดเจน ในกรณีที่เป็นการสักแบบถาวรโดยใช้วิธีการสักแบบดั้งเดิมที่ได้รับเป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ หรือเป็นการสักที่ใช้สารเคมีบางชนิด หรือการสักแบบชั่วคราวที่ต้องใช้เวลานานนับปีกว่ารอยสักจะเลือนหายไป เช่น สักคิ้ว สักริมฝีปาก นักวิชาการอิสลามส่วนใหญ่มีความเห็นว่ารูปแบบการสักที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ ” หะรอม ” ไม่สามารถกระทำได้ หากผู้ใดฝืนปฏิบัติย่อมมีความผิดตามหลักนิติบัญญัติแห่งอิสลาม ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็น เช่น สักเพื่อรักษาโรคตามคำวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

Denmarks Daniel Agger shows off his tattoos
Denmarks Daniel Agger shows off his tattoos

ส่วนการเพ้นท์ลวดลายต่างๆลงบนผิวหนังสำหรับสุภาพสตรีที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคปัจจุบัน หรือการเพ้นท์ด้วยเฮนน่า นักวิชาการอิสลามบางท่านมีความเห็นว่าอนุญาตให้กระทำได้ โดยจะต้องรักษาเงื่อนไขต่างๆต่อไปนี้อย่างเข้มงวด ถ้าหากไม่สามารถกระทำได้ การเพ้นท์ในลักษณะดังกล่าวก็ยังคงเป็นเรื่องที่ ” หะรอม ” เช่นเดียวกัน

เงื่อนไขข้อที่ 1 ลวดลายที่เกิดจากการเพ้นท์จะต้องคงสภาพอยู่บนผิวหนังแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จะต้องไม่คงอยู่บนผิวหนังแบบถาวร

เงื่อนไขข้อที่ 2 การเพ้นท์ที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นไปตามเป้าหมายที่อิสลามอนุญาต เช่น เพื่อความพึงพอใจของสามีเป็นต้น

เงื่อนไขข้อที่ 3 ลวดลายที่เกิดจากการเพ้นท์จะต้องไม่เป็นรูปสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ

เงื่อนไขข้อที่ 4 สีที่ใช้ในการเพ้นท์จะต้องไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ หรือส่งผลร้ายต่อผิวหนัง

เงื่อนไขข้อที่ 5 ลวดลายที่เพ้นท์บนผิวหนังจะต้องไม่เป็นสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายของผู้ไม่มีศาสนา หรือผู้ที่ตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้า

เงื่อนไขข้อที่ 6 ลวดลายที่เพ้นท์บนผิวหนังจะต้องไม่เป็นสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายของศาสนาหนึ่งศาสนาใด

เงื่อนไขข้อที่ 7 สตรีที่ทำการเพ้นท์จะต้องไม่เผยรอยเพ้นท์ให้ชายอื่นเห็นเป็นอันขาด

เงื่อนไขข้อที่ 8 จะต้องไม่เพ้นท์ลงบนส่วนที่เป็นเอาเราะฮฺ ( อวัยวะที่ต้องปิดตามศาสนบัญญัติ ) และผู้ที่ทำหน้าที่เพ้นท์จะต้องเป็นเพศหญิงเหมือนกัน

ส่วนผู้ที่มีรอยสักแบบถาวรอยู่บนร่างกาย จำเป็นต้องลบออกหรือไม่ หรือจะต้องทำอย่างไรนั้น นักวิชาการอิสลามมีมุมมองในเรื่องนี้แตกต่างกันออกไป นักวิชาการอิสลามในสังกัดมัสฮับชาฟีอียฺมีความเห็นว่า จำเป็นต้องลบรอยสักนั้นให้หายไปเท่าที่มีความสามารถจะทำได้ เมื่อการสักนั้นเกิดจากการยินยอมของเขาเอง หลังจากนั้นให้เขาเตาบะฮฺ ( สารภาพผิด ) ต่อพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเขาละหมาดการละหมาดของเขาถือว่าใช้ได้

ดร. สมชาย ( ฮัสบุ้ลเลาะหฺ ) เซ็มมี อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาอาหรับ ภาควิชาภาษาไทย และภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ขอขอบคุณ ดร. สมชาย ( ฮัสบุ้ลเลาะหฺ ) เซ็มมี
อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาอาหรับ ภาควิชาภาษาไทย
และภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
แบ่งปัน