ธรรมนูญการปกครอง (วะษีเกาะฮฺ) แห่งรัฐอิสลาม ณ นครมะดีนะฮฺ มีรายละเอียดมากพอควร แต่จะขอหยิบยกบางมาตรามากล่าวไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้

1) ชาวมุสลิมกุรอยช์และยัษริบตลอดจนผู้ติดตาม ผู้เข้าร่วมสมทบและญิฮาดพร้อมกับชาวมสุลิมกุรอยช์และยัษริบนั้นเป็นประชาคมหนึ่งเดียวโดยไม่รวมชนกลุ่มอื่น

2) บรรดามุสลิมเหล่านั้นทั้งหมดตามความแตกต่างของสายตระกูลจะร่วมกันจ่ายค่าสินไหมในระหว่างพวกเขา และไถ่เชลยศึกของพวกเขาโดยดีและยุติธรรมระหว่างผู้ศรัทธาด้วยกัน

3) แท้จริงผู้ศรัทธาจะไม่ละทิ้งผู้มีหนี้สินล้นพ้นเอาไว้ท่ามกลางพวกเขาโดยบรรดาผู้ศรัทธาจำต้องมอบทรัพย์แก่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นนั้นในการไถ่ตัวหรือการจ่ายค่าสินไหม

4) แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาผู้มีความยำเกรงจะร่วมกันจัดการกับผู้ละเมิดจากพวกเขาหรือมุ่งแสวงหาความยิ่งใหญ่ของตนด้วยการอธรรมหรือประพฤติบาปหรือเป็นปรปักษ์หรือการสร้างความเสียหายในหมู่ผู้ศรัทธา และบรรดาผู้ศรัทธาจะร่วมมืออย่างพร้อมเพรียงกันในการจัดการกับบุคคลนั้น ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นบุตรของผู้ศรัทธาคนใดก็ตาม

5) ผู้ศรัทธาจะไม่สังหารผู้ศรัทธาอีกคนเนื่องด้วยผู้ปฏิเสธเป็นเหตุ และผู้ศรัทธาจะไม่ช่วยเหลือผู้ปฏิเสธให้มีชัยเหนือผู้ศรัทธา

6) สันติภาพของบรรดาผู้ศรัทธาเป็นหนึ่งเดียว ผู้ศรัทธาจะไม่ปรองดองโดยสันติกับผู้ที่มิใช่ผู้ศรัทธาในการสู้รบในวิถีทางแห่งพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) นอกเสียจากบนความเสมอภาคและยุติธรรมระหว่างผู้ศรัทธาด้วยกัน

7) ชาวยิวในตระกูลเอาวฺฟ์เป็นประชาคมหนึ่งพร้อมกับผู้ศรัทธา สำหรับชาวยิวคือศาสนาของพวกเขา และสำหรับมุสลิมคือศาสนาของพวกเขา ยกเว้นผู้ที่อธรรมและประพฤติบาปผู้นั้นจะไม่สร้างความวิบัตินอกจากแก่ตัวเองและครอบครัวของผู้นั้น

8) ชาวยิวมีภาระในค่าใช้จ่ายของพวกเขา และมุสลิมมีภาระค่าใช้จ่ายของพวกเขา และระหว่างพวกเขาคือการช่วยเหลือให้มีชัยต่อผู้ที่สู้รบกับประชาคมแห่งพันธสัญญานี้ เป็นต้น (20)

 

r03

 

เนื้อหาสาระในธรรมนูญการปกครองของรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺได้บ่งชี้ว่ารัฐอิสลามได้ถูกสถาปนาขึ้นบนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์และครอบคลุมนับแต่เบื้องต้นและยืนยันว่าอิสลามมิใช่เรื่องของศาสนาและการประกอบพิธีกรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่อิสลามมีบริบทที่ครบถ้วน สมบูรณ์ และครอบคลุมเรื่องรัฐศาสตร์ การเมือง การจัดระเบียบทางสังคม

อิสลามเป็นระบอบและวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทั้งในส่วนปัจเจกบุคคลและสังคม ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์จะมีหลักธรรมคำสอนและแนวทางการปฏิบัติที่อิสลามได้วางไว้ กล่าวคือ หากระบอบการปกครองเป็นสิ่งที่สังคมมนุษย์พยายามเสาะแสวงหา อิสลามก็มีบัญญัติและรูปแบบที่เหมาะสมเกี่ยวกับระบอบการปกครองที่เด่นชัดเป็นทางเลือกสำหรับมนุษยชาตและระบอบการปกครองที่อิสลามได้นำเสนอนี้ได้รับการอธิบายถึงสาระสำคัญและหลักมูลฐานในคัมภีร์อัล-กรุอานและสุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)   อีกทั้งยังได้ถูกนำมาปฏิบัติจริงโดยท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  และเหล่าสาวกที่สืบทอดต่อมาหลังจากท่านได้สิ้นชีวิต ระบอบการปกครองหรือรัฐศาสตร์อิสลามจึงมิใช่เป็นเพียงทฤษฎีหรือความเป็นอุดมคติในเชิงปรัชญาที่สวยหรู ดูดี แต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติหรือบังคับใช้ในโลกของความเป็นจริงได้หรือเป็นเพียงวาทะกรรมในทำนองโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

รัฐอิสลามต้นแบบซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  ได้สถาปนาขึ้น ณ นครมะดีนะฮฺมีรากฐานและโครงสร้างหลักที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากรากฐานและโครงสร้างที่จักรวรรดิโรมันไบแซนไทน์และจักรวรรดิเปอร์เซียตั้งอยู่บนสิ่งดังกล่าว ถึงแม้ว่าองค์ประกอบของความเป็นรัฐหรืออาณาจักรจะมีลักษณะที่คล้ายกันก็ตาม

เพราะอิสลามได้สลัดทิ้งความคิดที่ว่า อำนาจของผู้ปกครองรัฐเป็นสิทธิขาดโดยสมบูรณ์แม้ว่าการใช้อำนาจนั้นจะขัดต่อหลักคำสอนของศาสนาและศีลธรรมอันดีก็ตาม และอิสลามก็ไม่ยอมรับว่า ผู้ถูกปกครองจำต้องยอมจำนนต่อคำสั่งของผู้ปกครองในทุกเรื่องแม้ว่าคำสั่งนั้นจะขัดต่อหลักมูลฐานของอิสลามก็ตาม

และอิสลามถือว่า อำนาจที่แท้จริงเป็นของพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) เพียงพระองค์เดียว และระบอบการปกครองของรัฐอิสลามในเรื่องทางโลกจะตั้งอยู่บนกฏเกณฑ์ทางศาสนบัญญัติที่มุ่งรักษาสิทธิประโยชน์ และป้องกันความเสียหายซึ่งเป็นไปตามสภาพของช่วงเวลาและสถานที่ ตลอดจนตั้งอยู่บนหลักพื้นฐานของความยุติธรรม การปรึกษาหารือ ความเสมอภาค การมีปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสมและจริยธรรม โดยไม่มีการจำแนกหรือแบ่งชนชั้นในระหว่างพลเมืองด้วยเหตุของเชื้อชาติ ภาษา สีผิว หรือภูมิภาค (21)

 

what-is-the-significance-of-migration-to-madinah-in-islamic-history

 

และเราจะสังเกตได้ว่าองค์ประกอบหลักที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐชาติในปัจจุบันเป็นสิ่งที่มีอยู่ครบถ้วนในการสถาปนารัฐอิสลามในอดีต อันได้แก่ กลุ่มประชาคมที่เป็นพลเมือง การยอมรับและถือตามระบอบการปกครองที่มีแบบเฉพาะ การมอบอำนาจที่ถูกกำหนดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ อำนาจในการปกครอง และความเป็นนิติบุคคล เป็นต้น (22) กล่าวคือ

ในรัฐอิสลามที่ถูกสถาปนาขึ้นในนครมะดีนะฮฺ มีบรรดามุฮาญิรูนและอันศ็อรฺ ตลอดจนชาวอาหรับชนเผ่าและชาวยิวเป็นพลเมืองของรัฐ มีหลักนิติธรรมอิสลาม (ชะรีอะฮฺ อิสลามียะฮฺ) เป็นระบอบการปกครองและกฏหมาย

มีนครมะดีนะฮฺและปริมณฑลเป็นเขตแดน มีท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)   เป็นประมุขสูงสุดและเป็นองค์รัฐฐาธิปัตย์ มีธรรมนูญการปกครองเป็นลายลักษณ์อักษร มีกองทัพที่ทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของรัฐและระบอบการปกครอง ตลอดจนมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ทำหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และมีระบบการคลังรวมถึงสวัสดิการสังคม เป็นต้น

การสถาปนารัฐอิสลาม ณ นครมะดีนะฮฺโดยท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  และการดำรงอยู่ของรัฐอิสลามตลอดระยะเวลา 10 ปี ซึ่งมีเสถียรภาพและความเติบใหญ่ในเวลาต่อมาอีกราว 30 ปีในช่วงการปกครองของบรรดาเคาะลีฟะฮฺทั้ง 4 ท่านเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่หักล้างความเชื่อที่ว่า อิสลามเป็นเรื่องของศาสนาและพิธีกรรมที่มีพื้นที่อยู่ในเขตจำกัดของศาสนสถานบนทฤษฎีที่แยกศาสนาออกจากการเมืองการปกครองและวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของผู้คน ซึ่งความเชื่อที่ว่านี้เป็นผลพวงของลัทธิโลกนิยมหรือฆราวาสนิยมที่แพร่หลายในยุโรปในช่วงการปฏิรูปศาสนาและลดทอนอำนาจของฝ่ายศาสนจักรซึ่งมีบริบทและปูมหลังต่างจากโลกอิสลาม

การแยกศาสนาออกจากรัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ และศาสตร์บางแขนงของนักคิดชาวตะวันตกอาจจะมีปัจจัยเหตุที่เหมาะสมสำหรับสภาพสังคมของชาวตะวันตก แต่การนำเอาทฤษฎีและความเชื่อของชาวตะวันตกในเรื่องนี้มาใช้กับโลกอิสลามย่อมเป็นการบิดเบือนและทำให้ข้อเท็จจริงวิปริตผิดเพี้ยนไป

เพราะตลอดระยะเวลาหลายศตวรรษในประวัติศาสตร์ของโลกมุสลิม คำสอนของศาสนามีความกลมกลืนและเกี่ยวข้องกับบริบทของการดำเนินชีวิตสำหรับโลกมุสลิมในตะวันออก ระบอบการปกครองของชาวมุสลิมไม่ได้ขัดแย้งกับคำสอนของศาสนา แต่ศาสนาเป็นปฐมบทของระบอบการปกครอง ผู้ปกครองมุสลิมและผู้ถูกปกครองที่เป็นมุสลิมต่างก็มีความเสมอภาคภายใต้ธรรมนูญและกฏหมายอิสลาม ทั้งฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนจักรถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ระบอบการปกครองของรัฐอิสลาม

 

solat-malam

 

ลักษณะเช่นนี้แตกต่างจากคำสอนในศาสนาคริสต์และแตกต่างจากพฤติกรรมของนักการศาสนาที่เป็นชาวคริสต์ในช่วงยุคกลางซึ่งผลพวงจากการแทรกแซงและการใช้อำนาจทางศาสนจักรต่อผู้ปกครองในทางอาณาจักรและพลเมืองในยุโรปได้นำไปสู่ผลลัพธ์ของการแยกศาสนาออกจากการเมืองการปกครองตามลัทธิโลกนิยมหรือฆราวาสนิยม ตลอดจนจำกัดพื้นที่ของศาสนาเอาไว้เฉพาะเขตของศาสนสถานเท่านั้น ต่างจากมัสยิดของชาวมุสลิมที่มีบทบาทอย่างสำคัญในการสถาปนารัฐอิสลามและความเป็นศูนย์กลางของประชาคมมุสลิมในทุกมิติ

ดังนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าศาสนาอิสลามมีขอบเขตจำกัดอยู่เฉพาะเรื่องศีลธรรมและการประกอบพิธีกรรมอยู่เฉพาะในมัสยิด และข้อกล่าวหาที่ว่าอิสลามไม่ได้นำเสนอระบอบการปกครองที่สมบูรณ์แบบเพื่อเป็นมาตรฐานและแบบอย่างแก่มนุษยชาติจึงเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง และข้อกล่าวหานี้สมควรย้อนกลับไปยังผู้กล่าวหานั้นเองมากเสียกว่า เพราะสัจธรรมนั้นส่งแสงแผดกล้าจนไม่ต้องถามถึงว่าเบื้องหลังแสงสว่างอันแผดกล้านั้นมีดวงตะวันปรากฏอยู่หรือไม่!

…วัลลอฮุอะอฺลัม

 

ขอขอบคุณ : อ.อาลี เสือสมิง