การสร้างมัสยิดนะบะวียฺ ศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนาและการปกครอง

การอพยพสู่นครมะดีนะฮฺของท่านนบี(ซ.ล.)  เป็นจุดเริ่มต้นในการอุบัติขึ้นของ ดินแดนแห่งอิสลาม (ดารุลอิสลาม) บนหน้าแผ่นดินโลก ณ เวลานั้น และนั่นเป็นการประกาศว่า รัฐอิสลาม ภายใต้การกำกับดูแลของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ได้ปรากฏขึ้นแล้วโดยท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ได้วางรากฐานที่สำคัญสำหรับรัฐอิสลาม 3 ประการด้วยกัน คือ

การสร้างมัสยิดนะบะวียฺและบ้านของท่านนบี(ซ.ล.)

การผูกสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง (อัล-มุอาคอต) ระหว่างประชาคมมุสลิมโดยทั่วไปและระหว่างบรรดาผู้อพยพ (มุฮาญิรูน) กับบรรดาผู้ให้การช่วยเหลือ (อัล-อันศอรฺ) ซึ่งเป็นพลเมืองเดิมในนครมะดีนะฮฺที่ประกอบด้วยกลุ่มชน 2 เผ่าคือ เอาวฺส์กับค็อซรอจญ์เป็นกรณีเฉพาะ

การบันทึกข้อตกลงอันเป็นธรรมนูญการปกครองที่กำหนดระเบียบว่าด้วยสิทธิและหน้าที่พลเมือง ทั้งในส่วนของประชาคมมุสลิมด้วยกัน และความสัมพันธ์กับชนต่างศาสนิกโดยทั่วไปและชาวยิวเป็นกรณีเฉพาะ (17)

มัสยิดนะบะวียฺ ในปัจจุบัน

การสร้างมัสยิดนะบะวียฺ ณ บริเวณใจกลางของนครมะดีนะฮฺถือเป็นสิ่งแรกและเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในการสร้างสังคมอิสลาม กล่าวคือ ประชาคมมุสลิมที่จะมีคุณลักษณะที่มั่นคงในการยึดมั่นต่อหลักคำสอนของอิสลามในทุกมิติได้ก็ต่อเมื่อมีมัสยิดเป็นศูนย์กลางในการบ่มเพาะจิตวิญญาณและเป็นแหล่งในการเผยแผ่ความรู้และปัญญาแก่ประชาคม

เมื่ออิสลามมีหลักคำสอนว่าด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ร่วมศรัทธาด้วยกัน การมีความกลมเกลียว รักใคร่บนสามัคคีธรรม ภราดรภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม อิสลามจึงได้กำหนดให้มัสยิดเป็นสถานที่ของการประกอบศาสนกิจประจำวันและประจำสัปดาห์ซึ่งสิ่งดังกล่าวเป็นการปฏิบัติจริงที่จะเสริมสร้างให้เกิดสภาวะที่กล่าวมาอย่างเป็นรูปธรรม

 

what-is-the-significance-of-migration-to-madinah-in-islamic-history

 

การหล่อหลอมประชาคมมุสลิมให้กลายเป็นหนึ่งเดียวภายใต้หลักคำสอนของอิสลามพร้อมกับการมีองค์ความรู้ในหลักธรรมคำสอนอย่างถูกต้องและแตกฉานจะเกิดขึ้นมิได้หรือเกิดขึ้นในลักษณะที่ไม่สมบูรณ์ยกเว้นต้องมีมัสยิดเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน เหตุนั้นสิ่งแรกที่ท่านนบี(ซ.ล.) ได้ดำเนินการเมื่ออพยพถึงนครมะดีนะฮฺก็คือการสร้างมัสยิดซึ่งจะขาดเสียมิได้เมื่อมีการเริ่มต้นสถาปนารัฐอิสลาม

อาจกล่าวได้ว่าประชาคมมุสลิมในทุกสังคมจะเป็นชุมชนขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็ตามย่อมไม่อาจมีพัฒนาการใดๆในด้านความเจริญทางสังคมเมือง การเมือง การปกครอง หรืออื่นใดได้เลย หากประชาคมนั้นไม่มีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง เหตุนี้เราจึงพบว่าบรรดาอาณาจักรอิสลามในประวัติศาสตร์ต่างก็เริ่มต้นที่มัสยิดหรือมีมัสยิดเป็นจุดเริ่มต้นในการสถาปนาอาณาจักร

หรืออาจกล่าวได้ว่า บรรดาผู้ปกครองรัฐชาวมุสลิมในทุกภูมิภาคของโลกต่างก็มีมัสยิดเป็นเครื่องหมายของการสร้างฐานอำนาจในด้านการเมือง การปกครองแทบทั้งสิ้น อาทิ มัสยิดญามิอฺแห่งนครดามัสกัสในสมัยอาณาจักรอัล-อุมะวียะฮฺ มัสยิดญามิอฺแห่งนครแบกแดดในสมัยอาณาจักรอัล-อับบาสียะฮฺ มัสยิดญามิอฺแห่งนครกุรฺฏุบะฮฺ (คอร์โดบา) ในสมัยรัฐอิสระอัล-อุมะวียะฮฺ ในแคว้นเอ็นดะลูเซีย (สเปน) มัสยิดญามิอฺอัล-อัซฮัร กรุงไคโร ในสมัยรัฐอิสระอัล-ฟาฏิมียะฮฺ เป็นต้น

มัสยิดญามิอฺเหล่านี้ต่างก็อาศัยมัสยิดนะบะวียฺ ณ นครมะดีนะฮฺเป็นต้นแบบทั้งสิ้น นี่ยังไม่รวมบรรดามัสยิดที่ชาวมุสลิมในสมัยของเหล่าสาวกและชนรุ่นถัดมาได้สร้างขึ้นตามหัวเมืองและดินแดนที่ถูกพิชิตซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอิสลาม เป็นศูนย์กลางในด้านการปกครองหัวเมืองหรือท้องถิ่นซึ่งมีจำนวนมากมายตามความกว้างใหญ่ไพศาลของอาณาจักรอิสลามใน 3 ทวีป

มัสยิดคือสถานศึกษาแห่งแรกในอิสลาม เป็นแหล่งของการศึกษาคัมภีร์อัล-กุรอาน สุนนะฮฺของท่านนบี (ซ.ล.) และหลักคำสอนที่ชี้นำบุคคลและสังคม ท่านนบี (ซ.ล.) ได้ใช้มัสยิดของท่านในการเผยแผ่ความรู้ การแสดงบทบาทในความเป็นผู้นำ การวินิจฉัยปัญหา การชำระคดีความ การทำข้อตกลงสมรส การสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้ การต้อนรับคณะตัวแทนและทูตานุทูตจากชนเผ่าต่างๆ นอกเหนือจากการประกอบศาสนกิจซึ่งเป็นเรื่องหลักของมัสยิด (18)

 

ikw2s36f

 

ส่วนการผูกสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างประชาคมมุสลิมนั้น ท่านนบี (ซ.ล.) ได้กำหนดให้กลุ่มชนผู้อพยพ (มุฮาญิรูน) และพลเมืองมะดีนะฮฺที่ให้การช่วยเหลือ (อันศ็อรฺ) ผูกสัมพันธ์ระหว่างกันบนพื้นฐานของสายสัมพันธ์แห่งศรัทธาและการเกื้อกูลระหว่างกันโดยให้สิทธิในการรับมรดกระหว่างกันได้หลังฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตลง ซึ่งสิ่งนี้ยืนยันว่าความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธามีผลยิ่งยวดมากกว่าการเป็นญาติสนิท (19)

และเป็นที่ทราบกันดีว่าในด้านรัฐศาสตร์ การปกครอง พลเมืองของรัฐคือโครงสร้างหลักของระบอบการปกครอง และความเป็นปึกแผ่นของพลเมืองเป็นปัจจัยหลักในด้านความมีเสถียรภาพของรัฐ เมื่อพลเมืองมีเอกภาพและสนับสนุนช่วยเหลือในระหว่างกันบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ยึดโยงพลเมืองในทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน รัฐนั้นย่อมมีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพในการบริหารและสร้างความเจริญมากกว่ารัฐที่พลเมืองแตกแยกและไร้ความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ดังนั้นเพื่อความยั่งยืนและความมีเสถียรภาพของรัฐอิสลาม ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) จึงได้ใช้ความสัมพันธ์ในศาสนาร่วมกันเป็นสื่อในการผูกสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองที่เป็นฐานกำลังของรัฐอิสลาม 2 ฝ่ายเข้าด้วยกันโดยแต่ละฝ่ายยังคงมีอัตลักษณ์เฉพาะอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ศรัทธาและความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาได้หลอมรวมทั้ง 2 ฝ่ายเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเรือนร่างเดียวกัน

กล่าวคือ ฝ่ายผู้อพยพ (มุฮาญิรูน) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดำรงศาสนาอิสลามและผ่านการทดสอบศรัทธามาอย่างเข้มข้นตลอดจนเป็นผู้มีส่วนอย่างสำคัญในการนำศาสนาอิสลามมาสู่พลเมืองมะดีนะฮฺ และฝ่ายผู้ให้การช่วยเหลือ (อันศ็อรฺ) ซึ่งยอมรับศรัทธาด้วยความยินดีและพร้อมสำหรับการเกื้อกูล แบ่งปัน และเสียสละในวิถีทางแห่งพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.)

การสร้างความเป็นปึกแผ่นและความสมานฉันท์ระหว่าง 2 ชนเผ่าคือ เผ่าเอาวฺส์และค็อซรอจญ์ซึ่งมีการพิพาทถึงขั้นรบพุ่งระหว่างกันในสมัยก่อนอิสลามได้เกิดขึ้นเมื่อผู้คนทั้ง 2 เผ่าได้เข้ารับอิสลามก่อนที่ท่านนบี(ซ.ล.) จะอพยพสู่นครมะดีนะฮฺ และถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสนิทแนบแน่นเมื่อท่านนบี(ซ.ล.) ได้กลายเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและเป็นประมุขของพลเมืองมะดีนะฮฺ

ความรักและความจงรักภักดีที่มีต่อท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ของพลเมืองมะดีนะฮฺได้แผ่ไปถึงเหล่าผู้อพยพจากนครมักกะฮฺซึ่งยอมสละทุกสิ่งที่นครมักกะฮฺเพื่อนำพาอิสลามมายังนครมะดีนะฮฺ พลเมืองมะดีนะฮฺย่อมยินดีในการตอบแทนคุณงามความดีของเหล่าผู้อพยพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเมื่อได้ผูกสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกับเหล่าผู้อพยพตามที่ท่านนบี (ซ.ล.) ได้วางไว้ ก็ย่อมเป็นโอกาสในการช่วยเหลือพี่น้องผู้ร่วมศรัทธาอย่างเป็นรูปธรรม

รากฐานที่สามสำหรับการสถาปนารัฐอิสลามคือการบันทึกข้อตกลงอันเป็นธรรมนูญการปกครองที่กำหนดระเบียบว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายรัฐกับพลเมือง และพลเมืองกับฝ่ายรัฐ ตลอดจนระหว่างพลเมืองผู้ศรัทธาด้วยกัน และพลเมืองผู้ศรัทธากับพลเมืองที่มิได้ศรัทธา เช่น คนในชนเผ่าเอาวฺส์บางส่วน และชาวอาหรับเร่ร่อน (อัล-อะอฺร็อบ) โดยทั่วไป รวมถึงกลุ่มชาวยิวอันประกอบด้วย 3 ชนเผ่า คือ อัน-นะฎีรฺ, ก็อยนุกออฺ และกุรอยเซาะฮฺ เป็นกรณีเฉพาะ

 

dsc100443280

 

จะเห็นได้ว่าอัจฉริยภาพของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ได้แสดงให้เห็นถึงความนำสมัยของท่านในการวางธรรมนูญการปกครองนับแต่ต้นการสถาปนารัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺ และเป็นการยอมรับถึงความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีอยู่ก่อนแล้วในนครมะดีนะฮฺ การหลอมรวมฝ่ายมุฮาญิรูนและอันศอรฺเข้าเป็นหนึ่งเดียวในฐานะพี่น้องร่วมศรัทธานั้นมีพื้นฐานของศรัทธาในศาสนาเดียวกันเป็นที่ตั้ง

ส่วนการนำเอากลุ่มชนต่างศาสนิกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลามในฐานะพลเมืองที่อยู่ภายใต้ธรรมนูญการปกครองเดียวกัน นี่เป็นกรณีของความเป็นพลเมืองซึ่งเป็นหลักรัฐศาสตร์ในด้านการปกครองที่ครอบคลุมชนต่างศาสนิกเอาไว้ด้วย เพราะโดยข้อเท็จจริง รัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺที่ท่านนบี (ซ.ล.) ได้สถาปนาขึ้นมิได้มีเฉพาะผู้ศรัทธาหรือชาวมุสลิมเท่านั้น หากแต่ยังมีชนต่างศาสนิก เช่น ชาวอาหรับบางส่วนในตระกูลเอาวฺส์ที่ยังไม่เข้ารับอิสลาม และชาวอาหรับที่เป็นชนเผ่าเร่ร่อน (เบดูอิน) ร่วมเป็นพลเมืองอยู่ด้วย

ซึ่งในกรณีของพลเมืองต่างศาสนิกดังกล่าวรวมถึงชาวยิวทั้ง 3 เผ่าซึ่งเคยมีอิทธิพลมาก่อนย่อมมิอาจใช้ความศรัทธาต่อศาสนาอิสลามและความเป็นพี่น้องร่วมศาสนาเป็นเครื่องมือในการผูกสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับอิสลามกับพวกเขาได้ หนทางเดียวที่สามารถกระทำได้เมื่อพวกเขาไม่ยอมรับในศาสนาอิสลามก็คือการให้สิทธิในความเป็นพลเมืองแก่พวกเขาภายใต้การยอมรับต่อข้อตกลงในธรรมนูญการปกครองร่วมกัน และเมื่อพวกเขาได้รับสิทธิตามหลักประกันของธรรมนูญการปกครอง พวกเขาก็ย่อมมีหน้าที่อันเกิดจากสิทธิที่ได้รับนั้นในฐานะความเป็นพลเมืองของรัฐอิสลามโดยปริยาย

….อ่านต่อตอนถัดไป

 

ขอขอบคุณ : อ.อาลี เสือสมิง