อุบัติการณ์แห่งศาสนาอิสลามในยุคสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นด้วยการรับวะหียฺ (วิวรณ์) ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) จากพระองค์อัลลอฮฺ ผ่านท่านญิบรีล (อ.ล.) ณ ถ้ำหิรออฺ เหนือยอดเขาอัน-นู๊ร และการประกาศศาสนาอิสลามแก่พลเมืองมักกะฮฺ ในปีค.ศ.610 ขณะท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล.) มีอายุได้ 40 ปี

การประกาศศาสนา ณ นครมักกะฮฺเป็นไปอย่างลับๆในช่วงแรกราว 3 ปี โดยเป็นไปอย่างระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการปะทะกับพวกกุรอยช์ซึ่งทรงอิทธิพลในนครมักกะฮฺ กลุ่มสาวกรุ่นแรกที่ศรัทธาต่อท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  จะเป็นญาติสนิทมิตรสหายและบุคคลในครอบครัวของท่าน

จนกระทั่งมีผู้เข้ารับอิสลามทั้งบุรุษและสตรีเกินกว่า 30 คน ก็เริ่มมีการรวมตัวภายในบ้านของอัล-อัรฺก็อม อิบนุ อบีอัล-อัรก็อมเพื่อเรียนรู้หลักคำสอนของอิสลามผ่านโองการอัล-กุรอานที่ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  ได้นำมาประกาศและอ่านให้เหล่าสาวกภายในบ้านหลังนั้นได้รับฟังและทำความเข้าใจ ผลพวงจากการประกาศศาสนาอย่างลับๆในช่วง 3 ปีแรกทำให้มีกลุ่มสาวกเพิ่มขึ้นเกือบ 40 คน ทั้งบุรุษและสตรี ซึ่งส่วนมากเป็นผู้ยากจน ทาส และบุคคลที่มิได้ถูกจับตามองจากพวกกุรอยช์ (1)

การที่เหล่าสาวกรุ่นแรกส่วนใหญ่เป็นชนชั้นล่างของสังคมในนครมักกะฮฺ เป็นคนยากจนหรือเป็นทาส ไร้อำนาจและอิทธิพล แต่ยอมรับศรัทธาต่อศาสนาอิสลามก่อนชนชั้นสูงที่ทรงอิทธิพล ถือเป็นวิถีปกติของเหล่าผู้ศรัทธานับตั้งแต่อดีตที่ย้อนกลับไปถึงสมัยท่านนบีนูหฺ (อ.ล.) ความเร้นลับในเรื่องนี้มีอยู่ว่า ศาสนาอิสลามซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ ได้ส่งบรรดาศาสนทูตทั้งหลายมาประกาศศาสนานับแต่อดีต เป็นการนำเอาผู้คนออกจากอำนาจการยึดครองของมนุษย์สู่การยอมรับอำนาจและการปกครองของพระองค์เพียงพระองค์เดียว

การยอมรับอิสลามจึงเป็นการปฏิเสธการตั้งตนขึ้นเทียมพระผู้เป็นเจ้าของเหล่าผู้ปกครองที่สถาปนาสถานะของตนขึ้นเป็นพระเจ้า และเป็นการปฏิเสธต่ออำนาจอันเลยเถิดของเหล่าชนชั้นผู้ปกครองที่กดขี่ผู้คน ซึ่งแน่นอนกลุ่มชนที่เหมาะสมในการต่อต้านสภาพการณ์ดังกล่าวก็คือ บรรดาผู้อ่อนแอและบรรดาผู้ที่ถูกกดขี่ ปฏิกิริยาที่ตอบโต้การเผยแผ่หลักคำสอนของอิสลามจึงเป็นความหยิ่งยะโสโอหังและความดื้อดึงของบรรดาชนชั้นปกครองที่ อยุติธรรมเหล่านั้น ซึ่งหมายจะรักษาอำนาจและบารมีของพวกตนเหนือผู้คนที่อ่อนแอกว่า (2)

เมื่อมีผู้คนที่ยอมรับในศาสนาอิสลามมากขึ้น การเผยแผ่อย่างลับๆก็แปรเปลี่ยนเป็นการเผยแผ่อย่างเปิดเผยตามบัญชาที่พระองค์อัลลอฮฺ ได้ประทานลงมาแก่ท่านนบี (ซ.ล.) การเรียกร้องบรรดาผู้คนในตระกูลกุรอยช์ที่เป็นญาติใกล้ชิดกับท่านนบี (ซ.ล.) ซึ่งเริ่มต้น ณ ภูเขาเศาะฟา จึงเป็นปฐมบทของการประกาศศาสนาโดยเปิดเผย และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการปะทะระหว่างสัจธรรมและความเท็จ

 

mosque-1-1203-dcgjpg-41238cef132b4f93

 

ความศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวกับลัทธิความเชื่อแบบพหุเทวนิยม ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนปัญญาและเหตุผลกับอวิชชาและความงมงาย การปลดแอกคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์กับการตกเป็นทาสของวัตถุและความจมปลักในประเพณีนิยมที่สืบทอดอย่างมืดบอดมาจากบรรพชนที่บิดเบือนหลักคำสอนของท่าน นบีอิบรอฮีม (อ.ล.) และนบีอิสมาอีล (อ.ล.) จนวิปริตผิดเพี้ยนไป

อรุณรุ่งแห่งอิสลามที่แตกออกจากความมืดมนของช่วงเวลาสุดท้ายแห่งรัตติกาลได้ถูกบดบังด้วยเมฆทะมึนก่อนรุ่งสาง ผู้ศรัทธาซึ่งเป็นเหล่าสาวกรุ่นแรก ณ นครมักกะฮฺต้องเผชิญกับการประทุษร้ายและทารุณกรรมต่างๆนาๆจากผู้นำชาวกุรอยช์ที่ต้องการขัดขวางมิให้แสงสว่างแห่งอรุณรุ่งนั้นเฉิดฉายและขับไล่ความมืดที่พวกกุรอยช์พยายามใช้เป็นเครื่องมือในการครอบงำความเชื่อและวิถีของผู้คน

การปะทะกันระหว่างศรัทธากับการปฏิเสธได้ดำเนินไปในนครมักกะฮฺและเขตปริมณฑลตลอดช่วงเวลา 13 ปี บรรดากลุ่มสาวกรุ่นแรกในช่วงเวลานั้นเป็นผู้มีศรัทธาโดยแท้ ไม่มีผู้กลับกลอกหรือผู้แสวงหาประโยชน์ทางโลกแอบแฝงเข้ามา พลังศรัทธาอันเข้มแข็งและความอดทนของพวกเขาได้หล่อหลอมให้กลายเป็นกลุ่มชนที่มีคุณสมบัติอันเข้มข้นในการสืบสานและเผยแผ่ศาสนาอิสลามสู่ดินแดนนนอกคาบสมุทรอาหรับในเวลาต่อมา (3)

การเผชิญหน้ากับกลุ่มชนผู้มีอำนาจและทรงอิทธิพลในคาบสมุทรอาหรับโดยไม่มีการลุกฮือหรือการใช้กำลังในการตอบโต้ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษซึ่งคล้ายกับหลักอหิงสาย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่าการประกาศศาสนาของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  มิได้มีจุดมุ่งหมายในการแย่งชิงอำนาจจากพวกกุรอยช์หรือมีความปรารถนาในการตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ของชาวอาหรับโดยถือเอานครมักกะฮฺเป็นศูนย์กลางอำนาจ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  ก็คงรับข้อเสนอของพวกกุรอยช์ที่จะตั้งท่านให้เป็นกษัตริย์ของชาวอาหรับไปแล้วเพื่อแลกกับการล้มเลิกภารกิจในการประกาศศาสนา

และเหตุที่ว่าทำไมพวกผู้นำของกุรอยช์จึงแข็งขืนและปฏิเสธศรัทธา นั่นก็เป็นเพราะว่าหากพวกกุรอยช์ศรัทธาต่อท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  ซึ่งเป็นบุคคลในตระกูลกุรอยช์เช่นกัน ก็ย่อมไม่พ้นข้อครหาที่ว่า พวกกุรอยช์ได้อาศัยนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  และศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือในการแผ่ขยายอำนาจของพวกตนเพื่อครอบครองคาบสมุทรอาหรับ การเข้ารับอิสลามของพวกกุรอยช์จึงมีเลศนัยและอุบายแอบแฝง มิได้เกิดจากศรัทธาที่แท้จริงต่อศาสนาอิสลาม (4)

และหากการประกาศศาสนามิได้เกิดขึ้นในนครมักกะฮฺ แต่เริ่มขึ้นในชนเผ่าที่อ่อนแอนอกมักกะฮฺ พวกกุรอยช์ก็ย่อมมีเหตุผลเพียงพอในการอ้างว่า ชนเผ่าที่อ่อนแอนั้นต้องการผู้นำอย่างนบีมุฮัมมัด(ซ.ล.) ในการนำพาชนเผ่านั้นๆให้ลุกฮือและแย่งชิงอำนาจจากพวกกุรอยช์ และชนเผ่านั้นๆมิได้มีศรัทธาจริงๆต่อนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  แต่ต้องการแย่งชิงอำนาจและสร้างอิทธิพลขึ้นมาเทียมพวกกุรอยช์โดยใช้ศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนในการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว (5)

 

masjid-al-haram

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจำนวนของผู้ศรัทธาในนครมักกะฮฺจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักตลอดช่วงเวลา 13 ปี เนื่องจากพวกกุรอยช์และชนเผ่าอาหรับที่เป็นพันธมิตรในแคว้นอัล-หิญาซเป็นปราการขวางกั้นที่สำคัญต่อการเติบโตของผู้ศรัทธาในศาสนาอิสลาม การประทุษร้ายและการทารุณกรรมได้หนักข้อมากขึ้น

จนกระทั่งสาวกบางส่วนจำต้องอพยพสู่ดินแดนอัล-หะบะชะฮฺ (เอธิโอเปีย) ถึง 2 ครั้งตามคำชี้แนะของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  แต่ก็ใช่ว่าทุกสิ่งจะเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพราะต่อมาได้มีกลุ่มชาวคริสต์แห่งเอธิโอเปียจำนวน 30 คนเศษได้มายังนครมักกะฮฺพร้อมกับท่านญะอฺฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) และประกาศตนเข้ารับอิสลามต่อหน้าท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)

ในขณะที่ผู้ศรัทธาในนครมักกะฮฺกำลังถูกทารุณกรรมอย่างหนักหน่วง (6) และการส่งตัวแทนของพลเมืองมะดีนะฮฺจำนวน 12 คนมาพบท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ในช่วงเทศกาลหัจญ์และกระทำสัตยาบัน ณ อัล-อะเกาะบะฮฺครั้งแรกในช่วงปีที่ 11 นับจากการประกาศศาสนาของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) และมีการส่งมุศอับ อิบนุ อุมัยรฺ (ร.ฎ.) กลับไปพร้อมกับพลเมืองมะดีนะฮฺเพื่ออ่านอัล-กรุอานและสอนศาสนาแก่พลเมืองมะดีนะฮฺ (7)

และในปีถัดมาท่านมุศอับ อิบนุ อุมัยรฺ (ร.ฎ.) ได้กลับมายังนครมักกะฮฺพร้อมกับตัวแทนของพลเมืองมะดีนะฮฺจำนวน 70 คนเศษ มีสตรีร่วมอยู่ด้วย 2 ท่าน (8) และมีการกระทำสัตยาบันครั้งที่ 2 ณ อัล-อะเกาะบะฮฺ ดังนั้นในช่วงเวลาก่อนการอพยพของเหล่าสาวกรุ่นแรกซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ศรัทธาในนครมักกะฮฺถูกทารุณกรรม ศาสนาอิสลามได้แพร่หลายในนครมะดีนะฮฺแล้วด้วยการเผยแผ่ของกลุ่มคณะบุคคลที่ให้สัตยาบัน ณ อัล-อะเกาะบะฮฺกับท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) จนกระทั่งไม่มีบ้านหลังใดในนครมะดีนะฮฺนอกจากศาสนาอิสลามได้เข้าสู่บ้านหลังนั้นแล้ว (9)

และสาระสำคัญของการให้สัตยาบันครั้งที่สองคือการต่อสู้เพื่อปกป้องการประกาศศาสนาของท่านนบี (ซ.ล.) และเป็นหลักพื้นฐานสำคัญสำหรับการอพยพสู่นครมะดีนะฮฺของท่านนบี (ซ.ล.) ในเวลาต่อมา อีกทั้งยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานสำหรับการสถาปนารัฐอิสลามแห่งแรกบนหน้าพื้นพิภพนี้อีกด้วย

การอพยพสู่นครมะดีนะฮฺและการสถาปนารัฐอิสลาม

ปีค.ศ.622 ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) พร้อมด้วยท่านอบูบักรฺ อัศ-ศิดดีก (ร.ฎ.) ได้อพยพจากนครมักกะฮฺสู่นครมะดีนะฮฺโดยก่อนหน้านั้นบรรดาสาวกรุ่นแรกได้รับอนุญาตจากท่านนบี (ซ.ล.)  ให้อพยพสู่นครมะดีนะฮฺอย่างลับๆล่วงหน้าไปแล้ว จนกระทั่งในนครมักกะฮฺเหลืออยู่เฉพาะท่านนบี(ซ.ล.)  ท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) ท่านอะลี (ร.ฎ.) และเหล่าผู้ศรัทธาที่ถูกคุมขังหรือผู้ที่อ่อนแอซึ่งยังไม่สามารถหลบหนีออกจากนครมักกะฮฺ (10)

 

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%ba

 

มัสยิดกุบาอฺ ในปัจจุบัน

ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  และท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) ออกจากนครมักกะฮฺในวันที่ 2 เดือนเราะบีอุ้ลเอาวัล/20 กันยายน ค.ศ.622 (11) บ้างก็ว่าในตอนปลายเดือนเศาะฟัรฺ (12) และเดินทางถึงตำบลกุบาอฺในวันที่ 12 เราะบีอุ้ลเอาวัล (13)  ท่านนบี (ซ.ล.) ลงพักที่บ้านของกุลษูม อิบนุ ฮัดม์ แล้วท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็อพยพตามหลังท่านนบี (ซ.ล.)  และทันพบท่านนบี (ซ.ล.)  ที่ตำบลกุบาอฺ (14)

และผู้คนได้เข้าพบท่านนบี (ซ.ล.)  ที่บ้านของสะอฺด์ อิบนุ ค็อยษุมะฮฺ ท่านนบี (ซ.ล.)  พำนักอยู่ที่ตำบลกุบาอฺนับตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 12 เราะบีอุ้ลเอาวัล จนถึงเช้าวันศุกร์ที่ 16 เราะบีอุ้ลเอาวัล ในระหว่างนั้นท่านได้ร่วมกับชาวตำบลกุบาอฺในการสร้างมัสยิดแห่งแรกซึ่งเรียกกันว่า มัสยิดกุบาอฺ

เช้าวันศุกร์ที่ 16 เราะบีอุ้ลเอาวัล ท่านนบี (ซ.ล.)  พร้อมด้วยผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งได้ออกจากตำบลกุบาอฺมุ่งหน้าสู่ใจกลางนครมะดีนะฮฺ (ยัษริบเดิม) ในระหว่างทางได้เวลาละหมาดวันศุกร์ ท่านนบี (ซ.ล.) จึงลงพักในเขตชุมชนของตระกูลสาลิม อิบนุ เอาวฺฟ์ ณ วาดียฺ รอนูนาอฺ และประกอบพิธีละหมาดวันศุกร์เป็นครั้งแรกพร้อมกับผู้คนที่นั่น ต่อมามีการสร้างมัสยิดขึ้น ณ บริเวณนั้น รู้จักกันว่า มัสยิดอัล-ญุมุอะฮฺ ตราบจนทุกวันนี้ (15)

มัสยิดอัล-ญุมุอะฮฺ ในปัจจุบัน

ในระหว่างทาง พลเมืองมะดีนะฮฺได้เสนอให้ท่านนบี (ซ.ล.)  ลงพักอยู่กับตนโดยแย่งกันจับเชือกสะพายอูฐของท่าน นบี (ซ.ล.)  แต่ท่านได้สั่งให้พวกเขาปล่อยอูฐนั้นเดินไป เพราะอูฐนั่นถูกบัญชาใช้ (มะอฺมูเราะฮฺ) จนกระทั่งอูฐของท่านนบี (ซ.ล.) เดินมาถึงลานตากอินทผลัมใกล้กับวาดียฺ บัฏหาน ซึ่งเป็นที่ดินของตระกูลอัน-นัจญารฺ เผ่าอัล-ค็อซรอจญ์ อูฐก็คุกเข่าลงนอนตรงลานนั้น ต่อมาอูฐก็ลุกขึ้นและเดินไปไม่ไกลนักแล้วก็กลับมาคุกเข่าลงลงนอน ณ ที่เดิม

ท่านนบี (ซ.ล.)  ก็ลงจากหลังอูฐ ท่านอบูอัยยูบ อัล-อันศอรียฺ (ร.ฎ.) ก็นำเอาเครื่องนั่งลงจากหลังอูฐแล้วนำไปไว้ที่บ้านของท่าน ผู้คนก็แย่งกันเชื้อเชิญให้ท่านนบี (ซ.ล.)  ลงพักอยู่กับตน ท่านนบี (ซ.ล.)  จึงกล่าวว่า : “บุคคลอยู่พร้อมกับเครื่องนั่งบนหลังอูฐของเขา” ท่านจึงไปพักอยู่ที่บ้านของท่านอบูอัยยูบ อัล-อันศอรียฺ (ร.ฎ.) ส่วนท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) ได้ไปพักอยู่ที่บ้านของคอรีญะฮฺ อิบนุ ซัยด์ อัล-ค็อซเราะญียฺ (ร.ฎ.) ณ ตำบลอัส-สุนห์ห่างจากมัสยิดนะบะวียฺประมาณ 1 ไมล์อาหรับ (16)

 

….อ่านต่อฉบับถัดไป

 

ขอขอบคุณ : อ.อาลี เสือสมิง