การทำเสน่ห์ไม่ว่าเวลาจะผ่านสักเท่าไร หรือละครในทีวีผ่านมากี่ยุคก็ยังมีเรื่องราวของการทำเสน่ห์ แม้กระทั้งบนโลกเน็ตเวิรค์มีทั้งวิธีทำหลายรูปแบบ มีสินค้าขาย ถ้าเอาแบบไม่ใกล้ตัวก็คนในละแวกบ้านเราก็จะพูดถึงเรื่องการทำเสน่ห์ และการทำเสน่ห์ก็มีหลากหลายวิธี แล้วในศาสนาอิสลามหล่ะจะมีการทำเสน่ห์หรือไม่อย่างไรนั้น กัมปงไทยฉบับมาขอข้อชี้แนะและข้อมูลจากอาจารย์อาลี เสือสมิง กันคะ

การทำเสน่ห์ ก็คือ การทำให้รักทำให้หลงทำให้ผิดปกติไป เพราะโดยปกติคนเราต้องมีทั้งรักทั้งเกลียด ชอบหรือไม่ชอบมันก็แล้วแต่ จะบังคับกันหรือจะกระทำให้รักหรือให้เกลียดก็เท่ากับทำให้ผิดปกติ คนเรารักกันหรือไม่รักกัน ก็จะมีเหตุปัจจัยของมัน ศาสนาใช้ว่าให้ปล่อยเรื่อองนี้เป็นไปตามสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำหนดเอาไว้ อย่างเช่น วิญญาณของคน มันจะเป็นพรรคเป็นพวกกันมันจะเป็นกลุ่มกัน บางทีเวลาจ้องตากันทีเดียวถูกชะตาเลย บางคนพอเห็นหน้ากันก็ไม่ถูกชะตาเลยก็มี เพราะอะไร ฉะนั้นเรื่องรักเรื่องชอบนั้นก็เป็นไปด้วยกับสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดเอาไว้ และมันก็จะมีเหตุปัจจัยของมัน ทำดีเอาไว้เกิดความรักกัน ทำไม่ดีต่อกันประทุษร้ายต่อกันมันก็ย่อมเป็นที่ชิงชัง เป็นที่โกรธเกลียดกัน ทีนี้ถ้าเราไปทำให้รักกันอย่างเดียวตลอด ไม่มีโกรธ ไม่มีเกลียด ไม่มีชิงชังเลย หรือทำให้โกรธเกลียดไม่มีทางที่จะรักกันได้เลย เรากำลังไปทำลายสิ่งที่มันจะต้องเป็นไป ในลักษณะ 2 อย่างก็คือ ต้องเป็นอย่างนี้คุณจะทำให้มันเป็นอันเดียวนี่เลยไม่ได้ ดังนั้นการทำเสน่ห์ก็คือ การทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม ไม่โกรธไม่เกลียดระหว่างกันเลย แต่ให้เกิดความรัก หลงรัก เสน่ห์หาต่อฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งบางทีเขาอาจจะไม่ได้มีความรักต่อคนที่ทำ ผู้ที่ถูกกระทำนี้ อาจจะไม่ได้รักเลย แต่ว่าด้วยผลของไสยศาสตร์ มันก็ทำให้เป็นอย่างนั้น

วิธีการทำเสน่ห์นั้นเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของไสยศาสตร์ เรื่องของไสยศาสตร์ หลักความเชื่อของศาสนาอิสลาม เชื่อว่าไสยศาสตร์มีจริง เพราะว่าถ้าไม่มีจริง ก็จะไม่มีดุอาอฺที่นบีขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากไสยศาสตร์ และผลจะไม่มีกุรอานที่ประทานลงมาเกี่ยวกับเรื่องของการขอความคุ้มครองให้พ้นจากการเป่าของพ่อมดหมอผีโดยเฉพาะแม่มดที่เป่าลงไปในปมเชือก ทำของ ทำเสน่ห์ ทำสิ่งที่เป็นเครื่องรางของขลัง แสดงว่ามันมีจริง แล้วก็ส่งผลจริงด้วย คือมันสามารถจะทำให้ตายก็ได้ทำให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ก็ได้ แต่ทั้งหมดนี้เป็นไปด้วยกับการกำหนดของพระองค์อัลลอฮฺ ไม่ใช่เป็นไปด้วยกับตัวของมันเอง ดังนั้นในเรื่องของความเชื่อก็คือ เราเชื่อว่าไสยศาสตร์นั้นมีจริงและส่งผลด้วยเหตุนี้นักวิชาการจึงพูดกันว่าใครที่เป็นพวกพ่อมดหมอผีที่ใช้ไสยศาสตร์ทำร้ายคนอื่นจนถึงแก่ชีวิต โทษประหารชีวิตเหมือนกับกรณีคนที่ไปฆ่าโดยเจตนาหรือเปล่า แต่ว่าการส่งผลดังกล่าวนี้เราก็ต้องเชื่อต้องมีมติก่อนว่าเป็นไปด้วยกับพระประสงค์ของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺกำหนดเอาไว้

14_002

ทีนี้การทำเสน่ห์มันก็มีมาในสมัยยุคก่อนอิสลามแล้ว เพราะว่าไสยศาสตร์มันก็คืออยู่ในยุคที่คนตกอยู่ในอวิชชา เพราะคำว่า ”ไสย” นี้แปลว่า นอน หลับ ความหลับ ความหลง ความเพลิดเพลิน ตกอยู่ในสิ่งเหล่านั้นซึ่งไม่เป็นความจริง ดังนั้นในตำราจะพูดถึงไสยศาสตร์ อยู่ 2 อย่าง คือ การทำให้แยกจากกัน ที่กุรอานบอกว่าอัลลอฮฺประทานปาฏิหาริย์ ให้แก่บรรดารอซูล หรือบรรดานบีที่มนุษย์ไม่สามารถจะเลียนแบบหรือกระทำได้ แต่มายากล บางทีมันทำผิดแปลกไปจากภาวะปกติก็ทำให้มนุษย์เกิดความสับสนว่าตกลงปาฏิหาริย์ หรือ ไสยศาสตร์ มายากล ว่ามันใช่ปาฏิหาริย์หรือเปล่า

นักวิชาการได้อธิบายว่านั่นเป็นเหตุที่อัลลอฮฺทรงส่งมลาอิกะห์(ทูตสวรรค์,เทพ) ทั้งสอง คือ ฮารูตและมารูต และได้จำแลงร่างเป็นมนุษย์มา ณ เมืองบาบิล (เมืองบาบิโลนในอิรัก) ไปสอนแก่คนอีกด้วย กล่าวคือผู้คนในเมืองบาบิล(บาบิโลน)นั้น เชื่อถือในวิชาไสยศาสตร์และถือปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง เพื่อทดสอบความศรัทธาของพวกเขา โดยที่พระองค์ได้ประทานความรู้ในทางไสยศาสตร์ให้แก่มลาอิกะห์ทั้งสองนั้น มลาอิกะห์ทั้งสองจะไม่สอนผู้ใดจนกว่าจะเตือนผู้นั้นเสียก่อนว่า ที่เราทั้งสองทำการสอนไสยศาสตร์นั้น เพียงเพื่อทดสอบความศรัทธา ดังนั้นจงอย่าเรียนดีกว่า เพราะจะได้ไม่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา แต่เขาเหล่านั้นก็หาได้เชื่อฟังไม่ พวกเขายอมแม้ว่าจะเสียการศรัทธาก็ตาม พวกเขาจึงเรียนจากมลาอิกะห์ทั้งสอง สิ่งที่พวกเขาจะใช้มันทำให้เกิดการแตกแยกระหว่างสามีภรรยา นี่ก็เป็นไปด้วยกับไสยศาสตร์ ถือว่าเป็นที่ต้องห้าม และการทำให้เกี่ยวพันธ์กันรักใคร่ก็คือเสน่ห์นั่นเอง ไปทำให้คนอีกคนหลง ซึ่งมันก็เป็นภาวะปกติสำหรับสามีภรรยาที่จะมีสภาพเหมือนลิ้นกับฟันก็ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง มีรักมีโมโห มีงอนกันบ้าง แต่ถ้าเราทำให้มันรักกันอย่างเดียวเลย แปลว่าเรากำลังจะทำให้มันผิดปกติหรือทำให้เกลียดกันอย่างเดียวเลยเช่นนั้น การทำเสน่ห์ในศาสนาอิสลามถือว่าเป็นบาปใหญ่และหมิ่นเหม่ด้วย โดยเฉพาะคนที่ทำ ยิ่งถ้าเป็นมุสลิมด้วยแล้ว นักวิชาการเลยแบ่งออกเป็นสองฝ่าย

-ฝ่ายหนึ่งถือว่าบุคคลนั้นตกศาสนาเลย

-อันที่สองก็ถือว่ายังไม่เป็นกาเฟรฺเป็นผู้กระทำบาปใหญ่เขาเรียกว่าเป็นคนชั่ว (ฟาซิก)

แต่ในท้ายที่สุดการไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของไสยศาสตร์มันจะนำพาไปสู่สิ่งที่ทำให้ตกศาสนาเพราะฉะนั้นนักวิชาการต่างเห็นพ้องกันว่าเรื่องแบบนี้ไม่ให้ไปเกี่ยวข้อง ไม่ให้ไปหา แม้กระทั่งไปหาอย่างเดียว อัลลอฮฺไม่รับเรื่องของการละหมาดแล้ว แค่ไปหาอย่างเดียวนะ ถ้าเราไปหาและก็ไปถามพวกพ่อมด หมอผี ไปหาที่ว่าจะให้ชี้แนวทางว่าจะทำเสน่ห์หรือทำยังไงดีเพื่อให้แยกกันคือไปปรึกษาเฉยๆ แค่ไปหาอัลลอฮฺไม่ทรงรับแล้วเรื่องของละหมาด ตามที่หะดิษได้ระบุเอาไว้เช่น 40 วัน 40 คืน อะไรอย่างนี้เป็นต้น

h7

แต่ถ้าไปเชื่อเลยเช่นคนไปหาหมอและให้หมอทำเสน่ห์แล้วก็เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้หลงเชื่อไปตามนั้นด้วยทำสำเร็จเสร็จสิ้นด้วย ในหะดิษได้บอกว่าคนๆนั้นได้ปฏิเสธต่อศาสนาของมูฮัมหมัดแล้ว ความหมายก็คือว่า ตกศาสนาเลย เพราะฉะนั้นมันสุ่มเสี่ยง การอุดช่องโหว่เป็นหนทางนำไปสู่ความเสียหายก็ให้ถือว่าเรื่องแบบนี้หะรอม ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นแค่หะรอมเป็นบาปใหญ่ยังไม่ทำให้ตกศาสนาก็ตามแต่จะนำไปสู่สิ่งต้องห้าม จึงถูกห้ามไปด้วยเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม (سدا ﻠﻠﺫرائع): การทำเสน่ห์ก็ไม่ได้มี ผู้ชายทำเสน่ห์ผู้หญิงอย่างเดียวแต่ก็จะมีผู้หญิงทำให้ใส่ผู้ชาย ผู้ชายทำใส่ผู้หญิงที่มีสามีแล้ว หรือว่าผู้หญิงทำใส่ผู้ชายที่มีภรรยาแล้ว ถือว่าเป็นบาปและทำไม่ได้ เพราะสามีภรรยาจะรักกันอยู่แล้ว หรือยังไง ถ้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้ หรือมีความจำเป็นหรือไม่จำเป็น ยกเว้นกรณีเดียวที่มองดูแล้วจะมีช่องทางก็คือคนที่ถูกกระทำ คือคนที่ถูกทำคุณไสย นักวิชาการมองเห็นเป็นสองฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งบอกว่าจะเอาไสยศาสตร์ไปแก้ไสยศาสตร์ได้ไหม ฝ่ายหนึ่งบอกได้ เพราะเรื่องบางเรื่อง บางกรณี จะไม่รู้วิธีแก้นอกจากผู้ที่รู้ไสยศาสตร์เท่านั้น เช่นนี้อนุโลมให้ ถ้าเรื่องแบบนี้จำเป็นจริงๆ จะถือว่า สิ่งที่เป็นภาวะวิกฤต อนุญาตให้กระทำสิ่งที่ต้องห้ามได้

อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่ได้ คือการนำไสยศาสตร์มาแก้ไสยศาสตร์ไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งได้กันไว้อีกแต่ว่าให้พยายามรักษาไปตามกระบวนวิธีการของมันซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องของอาการและการที่บุคคล คนนั้นจะต้องชำระตัวเองให้บริสุทธิ์ และการปฏิบัติตนให้อยู่ในศาสนา อาการภายนอกที่แสดงออกมาก็รักษาไปตามอาการ ทีนี้ถ้าเป็นสามีภรรยากันแล้วเราก็อยากให้รักกันมากขึ้นเราก็ไปทำไสยศาสตร์จะถือว่าเป็นเรื่องบาปทำสิ่งที่เป็นบาปโดยใช่เหตุเลย เรื่องสามีภรรยารักกันบ้าง คนเราถ้ารักกันอย่างเดียว เราก็ไม่รู้ว่ารักกันจริงหรือเปล่ามันก็จะมีช่วงที่โมโหกัน เคืองกันและก็กลับมารักกัน บางทีอาจจะรักกันยิ่งกว่าเดิมอีก มันคือเรื่องของชีวิตมนุษย์ต้องเป็นแบบนี้

3w

วิธีที่เราอยากจะออกจากปัญหาที่เกิดขึ้น เราก็ควรที่จะตัดใจ ต้องใช้เหตุผล สติปัญญาเข้ามาตัดสินตรงนี้ ถ้าเป็นคนมุสลิมก็ต้องมีหลักการของศาสนา ถ้าทำแบบนี้ (คือทำเสน่ห์) เราเรียกว่าทำผิดกติกาเราไม่ถือตามกติกาเรื่องของการเล่นแร่ แปรธาตุ เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องไสยศาสตร์แบบนี้ทำเสน่ห์ เขาเรียกว่า ผิดกติกา คือของพวกนี้มันจะมีตัว เช่น จะเอาส่วนหนึ่งของร่างกายของคนๆนั้นไม่ว่าจะเป็น เล็บ ผม สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการของพวกการทำไสยศาสตร์ทำตามวิธีการของชัยฏอนที่ได้สอนให้ทั้งหมดนี้ อย่างเช่นไสยศาสตร์ไปแก้แล้วหาย แล้วบางทีไปถามเรื่องของหายไปหาเจอ ทำไมถึงเจอล่ะ? (ก็เพราะการล่อลวงหรือการวางกับดักของชัยฏอน) แต่ทั้งหมดจะนำพาไปสู่การสูญเสียอากีดะห์ โดยหลักของเหตุผลแล้วคนเราต้องมีของหาย สิ่งนี้ก็จะทำให้ผิดปกติไป และที่สำคัญก็คือ จะมีบางสิ่งมาขวาง และทำให้เรายึดติดกับสิ่งนั้นว่าสิ่งนั้นส่งผล มีอิทธิพลทำให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ชีริกมันเกิดขึ้นเนื่องจากใจเราไปผูกพันกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ

สรุปก็คือ การทำเสน่ห์หรือการทำคุณไสยเป็นบาปใหญ่ที่สุดประการหนึ่งเพราะเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ที่ศาสนาห้ามมิให้ผู้ศรัทธาไปข้องแวะกับมัน เพราะมันจะนำพาไปสู่ชิริกได้ในที่สุด

ขอขอบคุณ อาจารย์อาลี เสือสมิง
ขอขอบคุณ อาจารย์อาลี เสือสมิง
แบ่งปัน