ทฤษฎีเหมารวมของคนที่เกลียดชังอิสลามและมุสลิมเป็นทฤษฎีที่ไม่เป็นธรรม เพราะในบ้านนี้เมืองนี้มีชาวมุสลิมอีกเป็นจำนวนมากนับล้านคนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ และบางส่วนในอีสานที่พวกเขาเหล่านั้นใช้ชีวิตปกติและคลุกคลีอยู่กับคนต่างศาสนาที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็นั่นแหล่ะ เมื่อเกลียดกันเสียแล้ว ก็ย่อมไม่มีทางดีไปได้ คนที่จงเกลียดจงชังและใช้ทฤษฎีเหมารวมก็ไม่วายที่จะนำเอาเรื่องการประกอบศาสนกิจ เช่นการอะซาน เอามากล่าวว่าเสียๆ หายๆ  เช่น เอาไปเปรียบกับเสียงร้องของสัตว์หน้าขนบางชนิด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เสียงอะซานจากมัสยิดจะมีการส่งเสียงออกไปในละแวกใกล้เคียงกับมัสยิด 2-3 นาทีต่อครั้ง รวมกันแล้ววันหนึ่ง 5 ครั้ง ก็ราว 15 นาที ไม่เกิน 20 นาทีแล้วก็สงบลง แต่ถ้ามีเสียงตามสายจากวัดใกล้เคียงวันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อยสำหรับการทำวัตรเช้าและวัตรเย็น รวมแล้วเผลอๆ อาจจะนานกว่าเสียงอะซานไปไหนๆ

นี่ยังไม่รวมเสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณเวลามีมหรสพในช่วงวันหยุดยาวที่รู้กัน คนส่วนใหญ่ที่อยู่ใกล้วัดหรือมัสยิด ซึ่งอยู่มาแต่เดิมและเป็นคนพื้นที่แทบจะไม่มีปัญหาในเรื่องเสียงในการประกอบศาสนกิจทั้งฝั่งวัดและมัสยิด เพราะถือเป็นเรื่องศาสนาที่ต้องให้เกียรติกันและยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา แต่คนที่รับไม่ได้กับเสียงที่ว่านี้และกร่นด่าในเนื้อเพลงว่า “เห่าหอน” ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนพื้นที่แต่เข้ามาอยู่ภายหลัง มิหนำซ้ำวัดก็ไม่เข้า สุเหร่าก็ไม่ไป และชอบกรอกเพลงแร็บเพลงร๊อคเข้ารูหูตนเองทั้งวี่ทั้งวัน หรือไม่ก็เปิดเครื่องเสียงรบกวนชาวบ้านข้างเคียง จนเกิดความระอาใจไปตามๆ กัน เพราะหูหนวกและใจบอด จึงนึกไม่ออกว่าใครกันเป็นพวกที่ชอบเห่าหอน! ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง หากจะเขียนคำด่าให้เจ็บแสบก็คงทำได้ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ก็นั่นแหล่ะ คนย่อมไม่ด่าสัตว์หน้าขนเพราะคุยกันไม่รู้เรื่องฉันใด ด่าคนพวกนี้ให้เจ็บแสบเพียงใด ก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะพูดอย่างไรก็ไม่เข้าใจภาษาคนอยู่ดี เขาถึงบอกว่า “หมาเห่าอย่าเห่าตอบ หมาก็คือหมาอยู่วันยังค่ำ” เนื้อความตอนหนึ่งของบทเพลงที่คนพวกนี้แต่งขึ้นเพื่อด่าชาวมุสลิมว่า “ชิงหมาเกิด” นั้นก็คงไม่แปลก เพราะมุสลิมเกิดมาเป็นคน และชิงตัดหน้าพวกหมาเหล่านั้นซึ่งไม่ทันที่จะเกิดเป็นคน พวกนั้นจึงยังคงเป็นหมาอยู่เหมือนเดิม หมาก็คือหมา คนก็คือคน ต่อให้หมาร้องเพลงและเล่นดนตรีได้เก่งเพียงใด ก็คงเป็นไปได้เพียงแค่หมา ส่วนคนที่เกิดเป็นคน ถึงแม้จะทำเสียงเห่าหอนเลียนเสียงหมาได้เหมือนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ก็ยังเป็นคนอยู่ดี คนด้วยกันไม่เรียกคนที่ทำเสียงเลียนแบบสัตว์ว่าเป็นสัตว์ แต่เรียกว่าคนฉันใด สัตว์ที่เลียนเสียงคนได้ ร้องเพลงได้ ก็ย่อมไม่ถูกเรียกว่าคน แต่เรียกว่าสัตว์ฉันนั้น

 

anti-islam

 

หลายคนอาจจะคิดว่า ทัศนคติและมุมมองของคนที่โจมตีศาสนาอิสลามและชาวมุสลิมเป็นเรื่องไร้สาระ ที่เรามิควรให้ค่าหรือให้ราคา เพราะเป็นเหมือนขยะ เป็นปฏิกูลที่เราไม่ควรเกลือกกลั้วด้วย คิดอย่างนี้ก็ดีเพราะดูเหมือนว่าไม่คิดอะไร แต่ถ้าให้คิดดีๆ ก็จะเห็นว่ามันไม่ดีอย่างที่คิด เพราะถึงแม้เราจะไม่เห็นค่าไม่ให้ราคา และมองว่าไร้สาระ แต่ก็มีคนอีกมิใช่น้อยที่ให้ราคาและเห็นว่าขยะพวกนี้มีค่า

อย่าลืมว่าทุกวันนี้ ขยะมีค่าและมีราคา แม้แต่เศษสวะก็มีค่าขึ้นอยู่กับว่าใครจะเห็นค่าของมันเท่านั้น ทัศนคติแบบขยะ และความคิดแบบเศษสวะก็เช่นกัน มีคนเป็นจำนวนมิใช่น้อยที่เห็นด้วยและยอมรับเอาทัศนคติแบบขยะ และความคิดสวะๆ แบบนั้น เพราะชอบและเห็นว่ามันเป็นของดี มิใช่ของเสีย แล้วก็เก็บสะสมมันจนกระทั่งสมองของพวกเขากลายเป็นบ่อทิ้งขยะและพร้อมที่จะส่งกลิ่นเหม็นให้ตะลบอบอวนได้ทุกเมื่อเมื่อใครก็ตามที่พวกมีสมองเป็นบ่อทิ้งขยะไม่สบอารมณ์เฉียดเข้าไปใกล้แล้ว ขยะและปฏิกูลของเสียและสร้างภาวะเป็นพิษฉันใด ทัศนคติแบบขยะและความคิดอ่านของผู้คนที่สะสมและเสพมันให้กลายเป็นมลภาวะเป็นพิษในสังคมได้เช่นกัน

แน่นอนคนที่ถูกเพื่อนบ้านที่มักง่ายและเอาเปรียบนำขยะมาสุมอยู่หน้าบ้านของตนคงทำใจลำบากที่จะปล่อยขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นเอาไว้ที่หน้าบ้านของตนโดยไม่คิดจะจัดการกับกองขยะเหล่านั้นหรือปล่อยให้เพื่อนบ้านที่มักง่ายเอาเปรียบและสร้างความเดือดร้อนอยู่ร่ำไป เพราะถ้าปล่อยเอาไว้เช่นนั้น ไม่นานพื้นที่หน้าบ้านของเขาก็จะกลายเป็นที่เข้าใจกันว่า เป็นที่ทิ้งขยะสาธารณะที่ใครๆ คิดจะนำอะไรมาทิ้งก็ย่อมสามารถกระทำได้ แล้วในที่สุดบ้านของเขาก็จะถูกเรียกว่า “บ้านขยะ” ไปโดยปริยาย

 

muslim-votes

 

ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมว่า ศาสนาอิสลามและภาพลักษณ์ของมุสลิมก็เป็นเหมือนบ้านหลังนั้นที่อาจจะร่มรื่นและสวยงามด้วยไม้ประดับ มีความสง่างามและน่าอยู่อาศัย คนที่อยู่ในบ้านหลังนั้นรู้ดีว่าบ้านหลังนี้คือ บ้านแห่งความสุขและความร่มเย็น แต่แล้วคนนอกบ้านซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันคิดย่ามใจนำเอาขยะและปฏิกูลมากองทิ้งเอาไว้ที่หน้าบ้านหลังนี้จะด้วยความไม่รู้หรือจงใจก็ตาม คนที่อยู่ในบ้านอาจจะยังไม่รู้เพราะอยู่แต่ในบ้านของตัว มารู้อีกทีก็เป็นเพราะได้กลิ่นโชยเข้ามาในบ้านหรือหรืออาจจะมีคนนอกบ้านมาตะโกนบอก

เมื่อรู้แล้วว่ามีกองขยะถูกนำมากองสุมอยู่หน้าบ้าน คนในบ้านจะทำอย่างไร ซึ่งตรงนี้แหล่ะสำคัญมาก หากอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยก็คงต้องทนสูดดมกลิ่นของกองขยะนั้นเรื่อยไปจนกว่าจะมีรถขยะของเทศบาลมาจัดการเคลียร์กองขยะนั้นออกไปแต่ถ้าคิดว่าจะจัดการเองก็ต้องเหนื่อยซ้ำซากเพราะเดี๋ยวเพื่อนบ้านตัวแสบก็จะแอบเอาขยะมาวางที่หน้าบ้านอีก หรือว่าจะใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งด้วยการนำเอาขยะและปฏิกูลไปกองสุมอยู่หน้าประตูบ้านของเพื่อนบ้านตัวแสบ ทีนี้ก็จะเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพื่อนบ้านตัวแสบอาจจะออกมาหน้าบ้านและกร่นด่าคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้แล้วก็ยัดเยียดข้อหาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น

 

5-proofs-that-the-quran-is-word-of-god

 

คนที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็จะทึกทักเอาได้ว่า คนบ้านนี้นิสัยไม่ดีและประณามให้เสียหายโดยมีหลักฐานฟ้องอยู่โทนโท่ ในที่สุดคนในบ้านทั้งหมดก็ตกเป็นจำเลยไปโดยท้วนหน้า บ้านหลังใหญ่ที่งามสง่าซึ่งไม่รู้เห็นอะไรด้วยก็พลอยถูกประณามและถูกชี้นิ้วพร้อมกับพูดว่า “บ้านหลังนี้ไม่มีดีอะไรเลย เพราะคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้เป็นคนอันธพาล สร้างความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนบ้าน”

บ้านหลังใหญ่อาจจะยังคงตั้งตระหง่านและงดงามอยู่เช่นเดิม และสวยงามอยู่เสมอสำหรับคนที่อยู่ในบ้านและคนที่รู้จักเป็นอย่างดีกับคนในบ้าน รวมถึงคนที่พบเห็นโดยทั่วไปที่ไม่ได้มีส่วนในปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ภาพลักษณ์ที่สวยงามนี้อาจจะเป็นสิ่งที่น่าอัปลักษณ์และถูกดูแคลนสำหรับเพื่อนบ้านที่เป็นต้นเรื่องและผู้คนที่หลงเชื่อกับคำเท็จของเพื่อนบ้านตัวแสบคนนั้น บ้านหลังนั้นก็คือ อิสลาม คนในบ้านหลังนั้นก็คือ มุสลิม เพื่อนบ้านตัวแสบและพวกที่ชอบเชื่อคนง่ายและหูเบาก็คือ ผู้ที่กล่าวหาและโจมตีศาสนาอิสลามและมุสลิม

…อ่านต่อฉบับถัดไป

ขอขอบคุณ : อ.อาลี เสือสมิง