กรมการปกครองชี้แจง กรณีรัฐบาลให้เงินสนับสนุนก่อสร้างมัสยิด ไม่เป็นความจริง

วันที่ 28 มกราคม 2562 ณ กรมการปกครอง ร.ต.ท. อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงกรณีปรากฏข่าวสารทางสื่อสังคมออนไลน์ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างมัสยิด และมัสยิดกลางประจำจังหวัดจำนวนหลายแห่ง ตลอดจนตั้งเงินเดือนโต๊ะอิหม่าม เดือนละ 18,000 บาท และคณะกรรมการประจำมัสยิดมีเงินเดือนทุกคน

ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวไม่เป็นความจริงและเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เนื่องจากคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่เคยอนุมัติงบประมาณเพื่อใช้ในการก่อสร้างมัสยิดกลางประจำจังหวัดแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมัสยิดกลางประจำจังหวัดที่อ้างถึงในกรณีดังกล่าวนั้น บางแห่งสร้างมาก่อน พ.ศ.2500 โดยเงินบริจาคของประชาชน เช่น ที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลในชุดต่อๆ มา เห็นว่า มัสยิดกลางทั้ง 3 จังหวัดชำรุดทรุดโทรม จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการบูรณะและต่อเติมเท่านั้น

สำหรับมัสยิดกลางประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโครงการที่รัฐบาลชุดก่อน ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2555 อนุมัติงบประมาณ จำนวน 104 ล้านบาทเศษในการก่อสร้าง แต่มาเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2557 และแล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้ส่วนในกรณีของจังหวัดนนทบุรีและของจังหวัดภูเก็ตนั้น ไม่ใช่การก่อสร้างมัสยิดกลาง แต่เป็นการก่อสร้างศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามของจังหวัดนั้นๆ และใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มิได้เกิดจากการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน

ร.ต.ท. อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข่าวที่ว่ารัฐบาลชุดนี้ให้เงินเดือนโต๊ะอิหม่าม เดือนละ 18,000 บาท ก็ไม่เป็นความจริง เนื่องจาก พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ได้กำหนดให้ผู้นำศาสนาอิสลามมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลพี่น้องชาวไทยมุสลิมในเรื่องต่างๆ เช่น การจัดทำทะเบียนสัปปุรุษ การสอนหลักธรรมศาสนาให้สัปปุรุษ การออกหนังสือรับรองการสมรสตามหลักศาสนา การจัดกิจกรรมทางศาสนา และการประนีประนอมข้อพิพาทว่าด้วยครอบครัวและมรดกตามหลักศาสนา ดังนั้น รัฐจึงได้กำหนดให้ผู้นำทางศาสนาบางตำแหน่งได้รับเงินค่าตอบแทน มาตั้งแต่ พ.ศ.2539

ดังนั้น ข่าวสารทางสื่อสังคมออนไลน์ในกรณีดังกล่าว จึงเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความขัดแย้งในสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้าใจผิดต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน นอกจากนี้การกระทำดังกล่าวว่ายังเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่งคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตระหนกแก่ประชาชนซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย จึงไม่ควรทำการเผยแพร่ต่อหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นอันขาด

 

ที่มา : กรมการปกครอง fanpage

แบ่งปัน